Skip to content

บลจ.อีสท์สปริง แนะจัดพอร์ตลงทุนโค้งท้ายไตรมาส 4 พร้อมชู 3 ธีมเด่น

29 พ.ย. 2567 | 12:50น.
บลจ.อีสท์สปริง แนะจัดพอร์ตลงทุนโค้งท้ายไตรมาส 4 พร้อมชู 3 ธีมเด่น

บลจ.อีสท์สปริง แนะจัดพอร์ตลงทุนโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 พร้อมชู 3 ธีมเด่น กลุ่ม Quality & Growth-กลุ่มรับประโยชน์จากนโยบายลดภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์-ธีมลดดอกเบี้ยและเศรษฐกิจสามารถ Soft Landing ได้

นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของไตรมาส 4 ภาพรวมการลงทุนถือว่ายังมีความท้าทายอยู่ จากทั้งเรื่องของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกว่าจะเป็นแนวโน้มการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องต่อไปตามที่ตลาดคาดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดหุ้นยังคงมีความน่าสนใจ โดยได้รับแรงหนุนจากการประกาศงบของไตรมาสที่ 3/24 โดยเฉพาะงบของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ยังมียอดขายและกำไรเติบโตได้ดีกว่าที่คาดเล็กน้อย รวมถึงนโยบายทางการเงินจาก Fed ที่มีการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนพฤศจิกายน 2567 (ที่มาของข้อมูล : สำนักข่าวรอยเตอร์ ณ 8 พ.ย. 2567)

ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ
ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ

ซึ่งคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีในเดือนธันวาคม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมลดลง แต่ยังคงถูกกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นระยะ ๆ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยโดยภาพรวมเราคาดว่าตลาดน่าจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านการคลังในช่วงปลายปี รวมถึงในส่วนของเงินจาก Tax Saving Fund ที่โดยมากมักจะเข้าในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายจากทางสหรัฐ หลังทรัมป์ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแต่ละประเด็นที่ต้องติดตามคือ 1.มาตรการทางด้านภาษี โดยที่ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะขยายเวลาแคมเปญ TCJA หรือ Tax Cut And Jobs Act ที่ประกาศใช้ในปี 2017 ออกไป ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะหมดอายุในปี 2025

ขณะที่ในแง่ของภาษีนิติบุคคล ทรัมป์มีโอกาสที่จะให้ลดภาษีลงอีกจาก 21% ไปที่ 15% อย่างไรก็ตาม การลดอัตราภาษีจะหมายถึงรายได้ภาครัฐที่ลดลง ซึ่งทรัมป์ตั้งเป้าจะมีรายได้ชดเชยจากการเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลก ซึ่งคาดว่านโยบายภาษีของทรัมป์อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ในระยะสั้น ๆ และทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นในอนาคต รวมถึงจะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันรุนแรงมากขึ้น

2.ทางทรัมป์มีนโยบายกีดกันผู้อพยพ โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลดจำนวนผู้อพยพและการเนรเทศผู้อพยพที่ไม่ได้รับอนุญาตจะทำให้ GDP สหรัฐลดลง และเกิดภาวะเงินฝืดในระยะกลาง เนื่องจากการลดจำนวนประชากรจะทำให้อุปทานแรงงานลดลง รวมถึงอุปสงค์ในประเทศลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตามผลกระทบจากนโยบายกีดกันผู้อพยพจะมีความแตกต่างกันไปตามความเข้มงวดของนโยบาย และ 3.นโยบายการขึ้นภาษีศุลกากรเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงของทรัมป์

โดยเขาได้เสนอให้กำหนดภาษีศุลกากรพื้นฐาน 10-20% สำหรับสินค้าที่นำเข้าทั้งหมด และ 60% สำหรับสินค้าจากจีน อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีศุลกากรเป็นความพยายามที่ทุกฝ่ายต่างเสียเปรียบ ในสถานการณ์ที่มีสินค้าทดแทนน้อย ผู้ส่งออกก็มีแนวโน้มที่จะลดราคาน้อยลง ดังนั้นผู้บริโภคของสหรัฐจึงต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ราคาแพงมากขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้เฟดสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้น้อยลงและช้าลง

นอกจากนี้เองหากการกีดกันทางการค้าเกิดขึ้นจริงตามที่ทรัมป์เสนอ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะมีแนวโน้มสูงขึ้น และส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ นายยิ่งยงกล่าวว่า แนะนำเน้นลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Quality มากขึ้น รวมถึงหุ้นที่มีกระแสเงินสดสูงเพื่อรองรับกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ตราสารหนี้ควรเน้นตราสารหนี้คุณภาพที่มี Yield ที่น่าสนใจและ Duration ไม่ยาวเกินไป เผื่อกรณีเงินเฟ้อจากนโยบายของทรัมป์ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น

โดยมีคำแนะนำจัดพอร์ตออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.Conservative (รับความเสี่ยงได้ไม่มาก) มีหุ้นไม่เกิน 25% 2.Moderate (รับความเสี่ยงได้ปานกลาง) มีหุ้นไม่เกิน 40-50% 3.Aggressive (รับความเสี่ยงได้สูง) มีหุ้นประมาณ 80-90%

ทั้งนี้มีธีมที่น่าสนใจได้แก่ 1.กลุ่มหุ้นที่มีลักษณะ Quality & Growth เช่น กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Quality Growth (ES-GQG) 2.กลุ่มกองทุนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายลดภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ เช่น กองทุนเปิดอีสท์สปริง US Blue Chip Equity (ES-USBLUECHIP) และ 3.กองทุนที่ได้ประโยชน์จากธีมลดดอกเบี้ยและเศรษฐกิจสามารถ Soft Landing ได้ เช่น กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Income (ES-GINCOME)