ลงทุนพันล้านกับ Cloud ต่างชาติ โอกาสหรือความเสี่ยงที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
clound
คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้จับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ Amazon โดยมีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่าขั้นต่ำกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 30,000 ล้านบาท
ข่าวนี้สร้างความตื่นเต้นในหมู่ประชาชนหลายกลุ่ม เพราะเงินลงทุนมหาศาลนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสและการจ้างงานในประเทศ แต่สำหรับคนในแวดวงเทคโนโลยีอย่างผม มองว่ามีประเด็นที่น่ากังวลซ่อนอยู่ คำถามสำคัญคือ การลงทุนนี้จะนำมาซึ่งงานใหม่ในประเทศไทยจริงหรือ หากพิจารณาโครงสร้างการทำงานของธุรกิจ Cloud จะพบว่าตำแหน่งงานที่ต้องการใช้คนจริง ๆ มีน้อยมาก
ในอดีต หากคุณทำงานในองค์กร คุณจะต้องเก็บไฟล์งานใน Server ขององค์กรเอง เสมือนการมีคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่สามารถเข้าถึงได้ภายในองค์กรเท่านั้น แต่เมื่อความต้องการในการทำงานนอกสถานที่เพิ่มขึ้น การใช้ Data Center เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลแทนก็กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมเพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก
ต่อมาโมเดลธุรกิจแบบ “Pay as you go” หรือการจ่ายตามการใช้งานจริง ได้รับความนิยมสูง โดย Amazon เป็นผู้บุกเบิกด้วยบริการ Amazon Web Services (AWS) ที่ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนซื้อ Server เพิ่มเอง นำมาซึ่งรายได้มหาศาล และเป็นแรงบันดาลใจให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Google เข้ามาร่วมตลาด Cloud เช่นกัน
แม้ Cloud จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก แต่ยังมีปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข เช่น ระยะเวลาการเชื่อมต่อ ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลของคุณถูกจัดเก็บในสหรัฐ แต่ผู้ใช้งานอยู่ใประเทศไทย การเข้าถึงข้อมูลอาจล่าช้าเพราะต้องเชื่อมผ่านหลายจุด การตั้ง Data Center ในไทยจึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้ธุรกิจและองค์กรเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่ทำให้ต่างชาติสนใจอยากจะลงทุนใน Data Center ดังนี้
1.ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เหมาะสมสำหรับการขยายตลาดไปยังประเทศใกล้เคียง
2.พลังงานสำรองเพียงพอ และมีความเสี่ยงด้านภัยพิบัติต่ำ
3.ตลาดเทคโนโลยีเติบโตต่อเนื่องความต้องการใช้งาน Cloud ที่สูงขึ้น
แม้ว่าธุรกิจในไทยจะอยากใช้ Cloud แต่ข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลประชาชนในประเทศไทย อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้องค์กรต้องเลือกใช้ Cloud ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกต้องการเข้ามาตั้งฐานในไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
ข้อมูลจาก BOI ณ เดือนตุลาคม 2567 ประเทศไทยได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 47 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 167,989 ล้านบาท โดยบางส่วนได้เริ่มเดินหน้าลงทุนแล้ว เช่น บริษัท AWS ที่มีแผนลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท และ Google ที่มีมูลค่าการลงทุน 36,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบรายได้ที่บริษัทเหล่านี้แจ้งไว้กับค่าโฆษณาที่ได้รับในปี 2566 พบความแตกต่างที่น่าสนใจคือ
“Facebook” รายได้ 432 ล้านบาท แต่ค่าโฆษณาจากเอเยนซี่ไทยสูงถึง 8,870 ล้านบาท
“Google” รายได้ 1,408 ล้านบาท แต่ค่าโฆษณาจากเอเยนซี่ไทยอยู่ที่ 6,845 ล้านบาท
นอกจากนี้แล้วผมได้วิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะใช้ในการสร้าง Data Center พบว่าประมาณ 25% ของเงินลงทุนจะถูกใช้ในการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน 20% สำหรับระบบงานอาคารและสายไฟ ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 27% สำหรับ Hardware, Server และอุปกรณ์ Network ต่าง ๆ ซึ่งเป็นของต่างชาติทั้งหมด 12% สำหรับระบบ Software รวมแล้ว เงินเกือบ 60% ของการลงทุนใน Data Center จะไหลออกนอกประเทศไทย โดยจำนวนคนที่จะได้รับการจ้างงานในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงก่อสร้างเท่านั้น แต่หลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้น การจ้างงานระยะยาวจะมีเพียงเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าข่าวการลงทุนครั้งใหญ่นี้จะดูน่าตื่นเต้น แต่คำถามสำคัญคือ เงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้จะสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศไทยมากน้อยเพียงใด การจ้างงานที่คาดการณ์ไว้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ตำแหน่งงานเหล่านี้จะเหมาะสมกับคนไทยหรือเป็นเพียงงานที่ต้องการทักษะเฉพาะ และสุดท้ายเงินลงทุนเหล่านี้จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน
สิ่งเหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่ผมอยากฝากไว้ พร้อมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีว่า การเปิดรับการลงทุนครั้งนี้ควรมีการศึกษาอย่างรอบคอบ และควรมีเงื่อนไขหรือข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากโอกาสครั้งใหญ่ที่กำลังเข้ามา
สุดท้ายนี้ Cloud อาจจะเปลี่ยนอนาคตของเศรษฐกิจไทย แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและวิสัยทัศน์ของผู้นำในปัจจุบัน เราในฐานะประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามและเสนอแนะ เพื่อให้แน่ใจว่าโอกาสครั้งใหญ่นี้จะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง และไม่ใช่เพียงแค่ความฝันที่ถูกนำเสนอในตัวเลขที่สวยงามบนหน้ากระดาษเท่านั้น