คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ขณะที่ทั้งโลกกำลังเป็นกังวลกับการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่จะเกิดขึ้นในทันทีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 มกราคมที่จะถึงนี้ ข่าวดีของวงการการค้าโลกก็มาถึงอย่างกะทันหัน
เมื่อคณะกรรมาธิการแห่งยุโรป ที่ถือเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป ประกาศความตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญในอเมริกาใต้ ที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มเมร์โคซูร์ (Mercosur) ซึ่งจะยังผลให้เกิดหนึ่งในเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกขึ้นตามมา
เมร์โคซูร์ เป็นการรวมตัวกันขึ้นเป็น “ตลาดร่วม” ของ 4 ประเทศในละตินอเมริกา คือ บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย ต่อมามีชาติเศรษฐกิจสำคัญอีก 3 ชาติเข้ามาสมทบ คือ ชิลี เปรู และโคลอมเบีย มีการค้ารวมกันเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และเริ่มต้นการเจรจาทำความตกลงทางการค้ากับอียู เมื่อปี 1999 หรือเมื่อ 25 ปีก่อน
25 ปีที่ผ่านมา ความตกลงทางการค้าอียู-เมร์โคซูร์ ยืดเยื้อมาโดยตลอด ถึงขนาดที่เชื่อกันว่า ล่มกลางคันมาแล้วถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2016 แต่ถูกคณะกรรมาธิการยุโรป ยุคนั้นยื้อเอาไว้ได้ และเจรจาต่อจนบรรลุความตกลงในหลักการได้เมื่อปี 2019 แต่ถูกคัดค้านอย่างหนักจาก รัฐสภายุโรป เกษตรกรในยุโรป และกลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นเหตุให้ไม่มีการให้สัตยาบันรับรองความตกลงตามมา
การหวนกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลอีกครั้งของ ลูลา ดา ซิลวา เมื่อปี 2022 ช่วยพลิกฟื้นความตกลงการค้า อียู-เมร์โคซูร์ ขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายเปิดการเจรจากันอย่างเข้มข้นในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา จนสามารถประกาศความตกลงได้ในที่สุด
ความตกลงทางการค้าครั้งนี้ โดยหลักการแล้วจะทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าซึ่งกันและกันจนเหลือต่ำสุดตามที่ตกลงกันไว้ เช่น อียูก็ต้องลดภาษีที่มีอยู่เดิมระหว่าง 10 เปอร์เซ็นต์ ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ในการนำเข้าชีส และผลิตภัณฑ์จากนม, ไวน์, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และช็อกโกแลต ในขณะที่เมร์โคซูร์ก็ต้องลดภาษีที่เคยตั้งไว้สำหรับผลิตภัณฑ์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์จากอียูลง
ความตกลงครั้งนี้เพิ่มเติมความตกลงหลายอย่างไว้สำหรับให้ความคุ้มครองต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรม อาทิ ทั้งสองฝ่ายมีพันธะต้องปฏิบัติตาม “ความตกลงปารีส 2015” ว่าด้วยภาวะโลกร้อน หรือการต้องยุติการตัดไม้ทำลายป่าให้ได้ภายในปี 2030 ไม่เช่นนั้นต้องถูกลงโทษ เป็นต้น
แต่ใช่ว่า ทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียทั้งหมด ความตกลงทางการค้าอียู-เมร์โคซูร์ ยังจำเป็นต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันรับรอง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ในขณะที่เสียงคัดค้านในยุโรปเอง ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะเกษตรกรแต่อย่างใด รัฐบาลของชาติสมาชิกอียู หลายประเทศนำโดยฝรั่งเศส ไม่เห็นด้วยกับความตกลงนี้มาตั้งแต่ต้น และยังคงยืนกรานว่า เป็นความตกลงที่ “รับไม่ได้” อยู่ต่อไป
ฝรั่งเศสกลัวว่า ความตกลงนี้จะส่งผลให้สินค้าเกษตรจำพวกเนื้อ และไก่ จากละตินอเมริกาเข้ามาตีตลาดจนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรของฝรั่งเศสเองและของอียูโดยรวม และประกาศจะต่อต้านต่อไป ด้วยการหาพันธมิตรต่อต้านเพิ่มเติม จากที่เคยมีโปแลนด์, ออสเตรีย และไอร์แลนด์ เป็นแนวร่วม
เพื่อป้องกันไม่ให้ความตกลงนี้เกิดขึ้นจริง โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่อิตาลี ซึ่งความตกลงนี้ถึงกับสร้างความแตกแยกขึ้นในรัฐบาล หลังจากรัฐมนตรีเกษตรออกมาต่อต้าน แต่รัฐมนตรีต่างประเทศกลับให้การสนับสนุน
ฝ่ายสนับสนุนพยายามชี้ให้เห็นว่า ความตกลงนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่ออียูในระยะยาวแล้ว ยังส่งผลให้อียูมีแหล่งวัตถุดิบสำคัญ รวมทั้งทองแดง อะลูมิเนียม เหล็กและนิกเกิล ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกแห่งพลังงานสะอาดอีกด้วย
แน่นอนว่า ฝ่ายบริหารของอียู ย่อมต้องการให้ความตกลงนี้ผ่านการรับรองโดยเร็วที่สุด ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็ยังเล็งเห็นช่องทางที่จะคว่ำความตกลงนี้
นักวิเคราะห์เชื่อว่าฝ่ายบริหารเองก็เตรียมการให้ความตกลงนี้ผ่านไปให้ได้โดยเร็วที่สุด ด้วยการแยกความตกลงนี้ออกมาเป็นความตกลงเฉพาะด้าน ไม่เกี่ยวกับความร่วมมือด้านการลงทุนและการเมือง ทำให้ไม่จำเป็นต้องได้รับการให้สัตยาบันรับรองจากประเทศส่วนใหญ่ของอียู เพียงจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของเสียงส่วนใหญ่ในคณะมนตรีแห่งอียูกับสภาแห่งยุโรปเท่านั้น
ชะตากรรมของความตกลงทางการค้า ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออียูเท่านั้น แต่ยังจะเสริมสร้างบทบาทและความสำคัญของการค้าเสรีให้โลกได้เห็น จึงมีนัยสำคัญใหญ่หลวงให้ทั้งโลกจับตามองกันต่อไป