คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : รุ่งนภา พิมมะศรี
คำว่า “แรงงานต่างด้าว” สะท้อนอคติโดยตัวมันเอง เพราะคนไทยที่ใช้คำนี้ส่วนใหญ่จะใช้มันกับคนทำงานใช้แรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคนไทยมักจะมองว่าเขาต่ำต้อยกว่า แต่ถ้าเป็นคนทำงานจากประเทศอื่น ๆ ที่เจริญแล้วหรือเจริญกว่าไทย คนไทยจะไม่เรียกว่า “ต่างด้าว”
อคติของคนไทยต่อคนที่เราเรียกเขาว่า “แรงงานต่างด้าว” นั้นเป็นปัญหาในหลายระดับ ตั้งแต่การแสดงออกอย่างไม่ให้เกียรติในระดับปัจเจก ไปจนถึงการผนวกรวมกับปัญหาใหญ่อย่างการค้ามนุษย์ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นไม่น้อย
หรือแม้แต่เรื่องนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ภาคธุรกิจไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงด้วยเหตุผลทางธุรกิจของเขา แต่ขณะเดียวกัน คนในสังคมทั่วไปก็ไม่ได้สนับสนุนหรือช่วยกันส่งเสียงผลักดันมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้ค่าจ้างเกินค่าแรงขั้นต่ำกันแล้ว คนที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำนั้นส่วนมากเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงไม่ต้องไปห่วงใยอะไรนัก
ล่าสุดเรื่องราวการค้ามนุษย์โดยการลักลอบนำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในไทย แล้วคนเหล่านั้นต้องเจอกับการกดขี่ทารุณราวกับไม่ใช่มนุษย์ ก็ถูกนำเสนอผ่านซีรีส์เรื่อง “ทิชา” ของช่องวัน (One31) และมีเวอร์ชั่นอันคัตให้ชมทางเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ซึ่งได้รับความสนใจและได้รับคำชมไปไม่น้อย
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับอคติที่คนไทยมีต่อ “แรงงานต่างด้าว” หรือ “แรงงามข้ามชาติ” จากประเทศเพื่อนบ้าน ในงาน “Face The Voice มองด้วยตา ฟังด้วยใจ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มิวเซียมสยาม ซึ่งผู้ร่วมเสวนาพูดถึงอคติต่อแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านและอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาเอาไว้น่าสนใจ
คุณชูวงศ์ แสงคง นักขับเคลื่อนด้านแรงงานที่คลุกคลีทำงานกับแรงงานข้ามชาติมาหลายปีกล่าวในงานว่า อคติที่คนไทยมีต่อแรงงานข้ามชาตินั้นทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเกิดการส่งต่อข้อมูลความเข้าใจผิด ๆ นั้นต่อไป
อย่างเช่นประเด็นที่คนไทยมองว่าคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแย่งงานคนไทย แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะคนเหล่านี้เข้ามาทำงานประเภท 3D คือ Difficult (งานหนัก-งานยาก) Dangerous (งานเสี่ยง) และ Dirty (งานสกปรก) ซึ่งเป็นงานที่คนไทยไม่ทำ ขณะที่ภาคธุรกิจในไทยต้องการแรงงานเพื่อทำงานเหล่านี้ จึงมีการเรียกร้องให้รัฐอนุญาตให้ใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
การเข้ามาของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น ในตอนเริ่มต้นรัฐบาลไทยอนุญาตให้ทำเพียงใน 10 จังหวัด แต่มีการร้องขอจากภาคธุรกิจให้ขยายพื้นที่ที่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาทำงานได้ เราจึงได้เห็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านกระจายอยู่ในหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งงาน

อคติประเด็นที่สองที่แรงงานข้ามชาติมักจะเจอ คือ อคติที่มองว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรของไทยโดยไม่จ่ายภาษี ซึ่งอาจจะจริงที่รายได้ของพวกเขาส่วนมากไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ และในกรณีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่าย ก็เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้นจะโทษพวกเขาว่าไม่จ่ายภาษีไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แรงงานข้ามชาติแม้จะเป็นคนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่ายภาษี พวกเขาก็ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตทำงาน ค่าประกันสุขภาพ ค่าวีซ่า และจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ทุกครั้งที่ซื้อของกินของใช้ ไม่ใช่ว่าเข้ามาโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย
ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า มักจะมีการพูดว่าแรงงานต่างชาติมาแย่งงานคนไทย ไม่เสียภาษี มาใช้สาธารณูปโภคของไทย แม้แต่สื่อมวลชนบางส่วนก็ชอบผลิตซ้ำอคติ มีการพาดหัวในสื่อว่า “แรงงานต่างชาติแย่งใช้สิทธิบัตรทอง” ซึ่งจริง ๆ แล้ว สิทธิบัตรทองกับสิทธิการรักษาพยาบาลของแรงงานต่างชาติเป็นเงินคนละกอง และมีการจัดการคนละแบบ แรงงานต่างชาติไม่ได้มาใช้เงินจากกองทุนบัตรทองอย่างที่เข้าใจกัน
“โลกของอคตินั้นมีกระบวนการผลิตซ้ำอคติเรื่อย ๆ ทำให้ยากที่จะแก้อคติได้” คุณหมอโกมาตรแสดงความเห็นสั้น ๆ แต่สรุปความได้ดีว่า อุปสรรคในการแก้ไขอคติในสังคมคืออะไร