ค้าปลีกไทยตื่นลงทุนไอที “ซีบรา”ปั้นโซลูชั่นรุกตลาด
ซีบราฯชี้เอเชีย-แปซิฟิกลงทุนเทคโนโลยีหนักหน่วง และไทยเป็นอันดับหนึ่งที่ตื่นตัวลงทุนไอทีมากสุดในอาเซียน โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก มั่นใจได้เห็นธุรกิจไทยเข้าสู่ยุคออโตเมชั่นได้เร็ว ๆ นี้ เดินหน้าเร่งพัฒนา IOT คลาวด์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลตอบโจทย์ลูกค้าเพิ่ม รุกหนักนวัตกรรมค้าปลีกรับออมนิแชนแนล
นายแอนเดอร์ กัสทัฟสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทซีบรา เทคโนโลยีส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายโซลูชั่นสำหรับอ่านบาร์โค้ดและการพิมพ์ระดับโลก เปิดเผยว่า จุดแข็งของบริษัทคือ การนำเสนอโซลูชั่นให้ลูกค้าได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.โมบายคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกอยู่ที่ 40% 2.เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด มีมาร์เก็ตแชร์ทั่วโลก 40% และ 3.สแกนเนอร์ โดย 4 ปีที่ผ่านมา มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 3.64 พันล้านเหรียญสหรัฐ
“ทั่วโลกมุ่งสู่ออนไลน์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมค้าปลีกที่ปรับกลยุทธ์ไปสู่ออมนิแชนแนล หรือออนไลน์ ทู ออฟไลน์ และขยับไปใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น รวมถึงลงทุนไอทีเพิ่มเพื่อให้ระบบรองรับ ซึ่งยังส่งผลไปถึงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ให้เติบโตไปด้วย”
ดังนั้นบริษัทจึงโฟกัสอุตสาหกรรมค้าปลีก การผลิต โลจิสติกส์ และโรงพยาบาล โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นตลาดที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดมากกว่าอเมริกาหรือยุโรป
ส่วนในอาเซียนไทยตื่นตัวในการลงทุนไอทีมากที่สุด รองลงไปคือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอุตสาหกรรมการผลิต ขณะที่เฮลท์แคร์เติบโตเร็วสุด
“ไทยมีโอกาสจะเป็น 4.0 หรือออโตเมชั่นได้เร็ว ๆ นี้ มีธุรกิจไทยมาขอคำปรึกษาในการปรับใช้สินค้ามากขึ้น”
ด้านนายทอม เบียนคูลลี่ ประธานฝ่ายบริหารทางไอที บริษัทเดียวกัน กล่าวต่อว่า จากนี้จะเน้นใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี IOT (internet of things) และคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อใช้เก็บข้อมูลให้ตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้ดีขึ้นอีก
“สตาร์ตอัพที่เพิ่มขึ้น บริษัทไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่บริษัทก็ได้ตั้งกองทุนเพื่อเข้าลงทุนในสตาร์ตอัพแถบอเมริกาเหนือด้วย ส่วนแนวโน้มของการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่น มองว่า บริษัทไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะโฟกัสกลุ่มธุรกิจชัดเจน”
นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ตลาดไทยตื่นตัวสูง แต่ด้วยการลงทุนสู่ดิจิทัลใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ถึงคืนทุน ทำให้หลายบริษัทอาจจะยังไม่กล้าตัดสินใจ
ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ตลอด อาทิ เครื่องสแกนซื้อสินค้าสำหรับกลุ่มค้าปลีก ที่สามารถส่งโปรโมชั่นผ่านเครื่องไปถึงลูกค้าได้ด้วย ซึ่งทดลองใช้ที่เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี คาดว่าจะใช้จริงปลายปีนี้ หรือตัวสแกน RFID ที่ประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น เป็นชั้นวางของ ที่ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติได้ทั้งช่วยป้องกันการขโมยสินค้าได้ รวมถึงกำลังพัฒนา “digimarc” บาร์โค้ดล่องหนป้องกันการลอกเลียนแบบสินค้า คาดจะเริ่มใช้ภายใน 2-3 ปี, เซ็นเซอร์คำนวณพื้นที่ระวางสินค้าในรถขนส่งคาดใช้ในปีนี้ สุดท้ายด้านเฮลท์แคร์คือสายรัดข้อมือที่ใช้วัสดุที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย และติดตัวสแกนที่มีคุณภาพสูงกว่า เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่าคิวอาร์โค้ดแบบปกติ โดยเริ่มใช้แล้วในโรงพยาบาลกรุงเทพ พญาไท เป็นต้น