Skip to content

50 ปี ซี.ซี.เอฟ. “วรากรณ์ สามโกเศศ” จุดประกาย “ผู้ใหญ่” กลับมาเป็น “ผู้ให้”

27 ธ.ค. 2567 | 08:20น.
50 ปี ซี.ซี.เอฟ. “วรากรณ์ สามโกเศศ” จุดประกาย “ผู้ใหญ่” กลับมาเป็น “ผู้ให้”

ตลอด 50 ปี ที่มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้สร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส รวมถึงครอบครัวและชุมชนให้เป็นคนดีมีคุณภาพ มีการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพให้สามารถประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวได้ ภายใต้ความยั่งยืนจริง ๆ

ที่ผ่านมา มูลนิธิสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเยาวชนได้แล้วกว่า 1.3 ล้านคน ผ่านโครงการอุปการะเด็กและโครงการพิเศษอื่น ๆ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ การดูแลสุขภาวะ สุขอนามัย และโภชนาการ จนปรากฏผลลัพธ์ในเชิงประจักษ์ที่เด็กในอุปการะได้เติบโตขึ้นเป็น “ผู้ใหญ่” มีหน้าที่การงานมั่นคง

ผู้ใหญ่หลายคนได้กลับมาเป็น “ผู้ให้” ช่วยเหลือสังคมและเด็กรุ่นต่อ ๆ ไป ความสำเร็จที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความตั้งใจและความพยายาม

ล่าสุด สถิติเด็กที่ได้รับการอุปการะมีทั้งสิ้น 178,611 คน ส่วนเด็กที่เข้าถึงระบบการศึกษามีจำนวน 219,190 คน รวมเด็กและผู้ได้รับผลประโยชน์มีทั้งหมด 1,346,987 คน เฉพาะในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิได้ใช้งบประมาณในการพัฒนาเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสรวมแล้วเกิน 4,600 ล้านบาท

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ในวาระครบรอบ 50 ปีว่า รู้สึกเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ที่มูลนิธิสามารถอยู่ได้โดยการบริจาคเพียงอย่างเดียว

ลงทุนในคน สร้างอนาคตยั่งยืน

สะท้อนว่า สังคมไทยมีคนมุ่งมั่นที่จะทำความดีเยอะ แต่ส่วนใหญ่จะเห็นภาพรวมไปทางศาสนามากกว่า อย่างไรก็ตามก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

“แต่เราต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่า อนาคตเมื่อเกิดความเสื่อมอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินมหาศาลในการดูแลรักษา ทำนุบำรุงให้สถานที่เหล่านั้นอยู่ในสภาพที่งดงามดังเดิม”

ดังนั้น การใช้เงินในการทำความดีจะมีความแตกต่างกันตามจริตแต่ละคน

อย่างการลงทุนในตัวคนผ่านการช่วยเหลือในรูปแบบบริจาค อนาคตเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินซ่อมแซม แต่เป็นการสร้างเงินมากกว่า เงินที่มาในรูปแบบของการสร้างภาษีอากร สร้างรายได้ และสร้างงาน

“การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์จึงสำคัญ ผู้ให้จะรู้สึกอิ่มเอม และเห็นผลโดยไม่ต้องรอนาน” รศ.ดร.วรากรณ์กล่าว

พร้อมยกตัวอย่าง ตอนที่มีกองทุน กองบุญ สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ทันที ไม่ว่าจะด้วยเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ อาการเจ็บป่วย หรือแม้แต่การเข้าถึงแหล่งทุรกันดาร ตรงข้ามกับด้านการศึกษาอาจต้องใช้เวลาบ้าง

ปัญหาใหญ่ของเด็กไทยคือ ค่อนข้างจะอ่อนในเรื่องการคิด ไม่ได้รับการสอนในทักษะเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ “การคิด” เป็นทักษะสำคัญ ต้องเน้นฝึกฝน ถ้าไม่ฝึกฝนก็คิดไม่เป็น

จากปัญหาที่เด็กไทยอ่อนเรื่องการคิดก็มีผลต่อเนื่องคือ “ขาดทักษะในการแก้ไขปัญหา” เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่มีลักษณะการเรียนการสอนตามหลักสูตร

ขณะที่กิจกรรมนอกห้องเรียนจะช่วยสร้าง และส่งเสริมให้เด็ก ๆ รู้คิด รู้ทำ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง

สอนให้เด็กคิดเป็นจากการแก้ปัญหา

ที่ไม่ควรมองข้าม “ปัญหาครอบครัว” ถือเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย สังเกตจากต่างจังหวัด เด็กส่วนใหญ่โตมากับปู่ย่าตายาย ท่านได้มอบความรักและสอนลูกหลานเหมือนที่เคยสอนลูก ๆ อย่างพวกเราเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

“แต่หารู้ไม่ โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งเปลี่ยนเร็วและเปลี่ยนแรง ผู้ใหญ่ไม่สามารถสอนแบบเดิม ๆ ได้แล้ว ยิ่งถ้าตายายขาดความรู้ การสอนก็จะไม่ได้เต็มที่”

จากจุดนี้เองที่มูลนิธิเห็นปัญหาจึงตั้งใจจะเข้าไปแก้โจทย์ให้ตรงจุด ด้วยการให้ความรู้ ว่าผู้ใหญ่ควรพูดหรือบอกกับลูกหลานอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาคนในเชิงบวก และมีทักษะทันต่อโลก

รศ.ดร.วรากรณ์เล่าว่า ตลอดชีวิตยังไม่เคยเจอภาวะ Sophie’s Choice หรือ “การตัดสินใจที่ยากลำบาก” กับการทำงานในด้านนี้ (Sophie’s Choice เป็นชื่อนวนิยายของวิลเลียม สไตรอน เมื่อปี 2522)

“โชคดีที่ผมยังไม่เคยเจอ ยังไม่พบสิ่งเลวร้ายขนาดนั้น เพราะ Sophie’s Choice เป็นสถานการณ์ที่ทำให้เราต้องเลือกระหว่าง 2 ทางเลือก ทั้ง ๆ ที่เราไม่อยากเลือกเลยทั้งสองทาง เพราะจะเจ็บปวด หรือขัดแย้งทางศีลธรรม”

“แต่ที่ดูใกล้เคียง Sophie’s Choice มากสุด ที่ผมพบเจอบ่อยคือ การคัดคนไม่เก่งออกจากบริษัท ถือเป็นความจำเป็นเพื่อส่วนรวม” รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวและว่า

เคยคิดว่าปัญหาของประเทศไทยคือการช่วยเหลือ แต่เอาเข้าจริง ไม่ใช่เลย ดูจากยามเกิดวิกฤตไม่ว่าเรื่องอะไร คนกับการบริจาคจะหลั่งไหลมาทันที การบริจาคจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก สะท้อนถึงความใจดี ใจบุญของคนไทยที่มีอยู่เป็นพื้นฐาน

แต่ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก หากมูลนิธิไม่มีคำว่า “พระราชูปถัมป์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” คงไม่มีคนเชื่อมั่นกล้าบริจาคขนาดนี้ เราต้องทำให้ดีที่สุด ต้องเขียนรายงาน แจงรายละเอียดอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และสามารถตรวจสอบได้

ดังนั้น 50 ปี ของมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. ต้องเข้มข้นขึ้นในด้านการพัฒนาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย เน้นพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้านผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม พร้อมก้าวสู่ทศวรรษใหม่ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในวาระพิเศษ มูลนิธิได้จัดทำของที่ระลึกการกุศลชุดกระเป๋าผ้าพร้อมพวงกุญแจ Together ที่ร่วมออกแบบ Collaboration ระหว่างศิลปินเยาวชนบุคคลออทิสติกต้นแบบของปี 2567 โดยศิลปินเด็กพิเศษ อเล็ก ชนกรณ์ พุกะทรัพย์ และเด็ก ๆ มูลนิธิ

เพื่อให้ทุกคนเลือกซื้อเป็นของขวัญปีใหม่ช่วยเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล หรือบริจาค 1,000 บาทขึ้นไป รับของที่ระลึกได้ครบชุด กระเป๋าผ้าสกรีนผลงานภาพวาด Together และพวงกุญแจตุ๊กตาสัตว์ในจินตนาการ กระต่าย แมว ปลา งานฝีมือของเด็ก ซี.ซี.เอฟ.

ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา

สานต่อ Voice for Change

ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เสริมว่า การสานต่อกิจกรรมระดมทุนจะมีขึ้นในวันที่ 18-19 มกราคม 2568 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ มีศิลปินนักร้อง นักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติและต่างประเทศ รวมถึงเด็ก ๆ จากมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. ร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ พร้อมโซนจำหน่ายของที่ระลึก และเปิดรับบริจาค-อุปการะ

ภายใต้โครงการ “เพาะรัก” ที่มีเยาวชนด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารอยู่ในการดูแลกว่า 4 หมื่นคน โดยตั้งเป้าให้น้อง ๆ มีผู้อุปการะอย่างน้อย 100 คนจากทั่วประเทศ (บุคคลทั่วไปสามารถอุปการะได้เดือนละ 600 บาท)

นอกจากนี้จะมีงานประมูลภาพวาดจากน้อง ๆ มูลนิธิ 11 ภาพ และโครงการ “ปั้นเยาวชนคนมืออาชีพ” เวิร์กช็อปผลงานไดโนเสาร์จากการบูร, พวงกุญแจปลาตะเพียน และเพนต์กระถางต้นแคกตัส พร้อมสอนวิธีปลูก เพื่อจุดประกายในการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.