เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สมาคมการตลาดคาดปี’68 สุดท้าทาย แนะ 3 ยุทธศาสตร์ฝ่าปัจจัยผันผวน

25 ธ.ค. 2567 | 17:05น.
buranin

buranin

สัมภาษณ์

ปี 2568 ที่จะถึงนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคธุรกิจของไทยอาจต้องลุ้นระทึกกับสารพัดปัจจัยทั้งในและนอกประเทศที่ยังคาดเดาไม่ได้ ทั้งการเมืองระหว่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งต่างพร้อมส่งผลกับการดำเนินธุรกิจ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “บุรณิน รัตนสมบัติ” นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ถึงเทรนด์ต่าง ๆ ที่จะเป็นทั้งโอกาส และความท้าทายของภาคธุรกิจในปี 2568 รวมไปถึงคำแนะนำในการชิงสร้างการเติบโตจากโอกาส และการรับมือความท้าทาย

“บุรณิน” ฉายภาพว่า ปี 2568 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและวงการธุรกิจจะไม่แย่ไปกว่าปี 2567 โดยอาจอยู่ในระดับทรงตัวหรือดีขึ้นเล็กน้อย เพราะแม้สถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น เช่น แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่จะยังคงตัวในระดับสูงการใช้งบฯด้านต่าง ๆ ของรัฐบาล และการเมืองโลกที่เริ่มชัดเจน แต่ยังมีหลายปัจจัยที่คาดเดาได้ยากและต้องจับตาเพื่อหาทางรับมือ

โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ที่อาจทำให้สงครามการค้าดุเดือดขึ้น เกิดการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศต่าง ๆ และทำให้ซัพพลายสินค้าจีนจำนวนมากถาโถมเข้าสู่หลายประเทศรวมถึงไทย หรืออาจไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้ หากประธานาธิบดีคนใหม่สามารถเจรจากับประเทศต่าง ๆ ได้ลงตัว

แนะโฟกัสกระแสเงินสด-หานิชมาร์เก็ต

ขณะเดียวกันสถานการณ์ในประเทศยังมีความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจ-กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว และยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นใหม่ ๆ เกิดขึ้น รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีเพียงสินค้า 3 กลุ่มที่ผู้บริโภคยังทุ่มใช้เงินแบบจัดเต็ม คือ สินค้าสายมู, สินค้าเกี่ยวกับศิลปินที่ชอบ อย่างบัตรคอนเสิร์ต และสินค้าสุขภาพ-ความงาม

ท่ามกลางปัจจัยเหล่านี้ คาดว่าในปี 2568 สภาพคล่องทางการเงินจะเป็นความท้าทายสูงสุดของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีซึ่งสายป่านไม่ยาวเท่ารายใหญ่ โดยจะมี 2 หมวดธุรกิจที่จะเผชิญความท้าทายเป็นพิเศษ คือ อสังหาฯ และยานยนต์ ที่ทั้งลงทุนสูงและต้องการลูกค้าที่มีกำลังซื้อด้วย ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังทำให้จำนวนชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อและเคยเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง แต่กลุ่มฐานรากกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นแทน

ส่วนค้าปลีกจะเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน หลังต้องรับมือกับกำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปซื้อของเท่าที่จำเป็น ในจังหวะที่ต้องใช้งาน ไม่ซื้อตุนเหมือนแต่ก่อน พร้อมตัดสินใจซื้อจากคุณภาพที่ตรงความต้องการ และราคาที่สามารถจ่ายได้ ณ ตอนนั้น นอกจากนี้ยังไม่ได้ซื้อสินค้าเพื่อเป็นเจ้าของ แต่ซื้อตามความที่อยากใช้ ส่งผลให้รูปแบบการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าและการทำตลาดจะต้องเปลี่ยนแปลงไป

สถานการณ์เช่นนี้ ในปี 2568 ธุรกิจควรโฟกัส 3 ด้าน คือ การบริหารกระแสเงินสดด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจอย่างยืดหยุ่นมากขึ้น, การทรานส์ฟอร์มและหาตัวสร้างการเติบโตใหม่ เช่น การหานิชมาร์เก็ตของตนเอง สุดท้ายคือ การคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงเป็นจุดที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้น

กลยุทธ์ “ราคา-เช่า-คอลแลบส์” มาแรง

ในการพยายามเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจด้วยความยืดหยุ่นเพื่อเน้นสภาพคล่องและเติบโตนั้น กลยุทธ์ราคาจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยมาในรูปแบบไดนามิกไพรซิ่ง หรือการปรับราคาสินค้าและบริการตามดีมานด์ในช่วงเวลานั้น ๆ แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ธุรกิจโรงแรมและสายการบินใช้อยู่ แต่ปี 2568 ธุรกิจอื่น ๆ อาจนำมาใช้ด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายสินค้า-บริการที่มีอยู่ให้สูงที่สุด

ขณะเดียวกันการเช่าจะได้รับความนิยมในวงการค้าปลีกมากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์ของผู้บริโภคที่ไม่ได้ซื้อสินค้าเพื่อเป็นเจ้าของแล้ว แต่ซื้อตามความต้องการใช้งาน เช่น เสื้อผ้าสำหรับใส่ร่วมงานต่าง ๆ หรือใช้ระหว่างท่องเที่ยว เป็นต้น โดยไม่ต้องการหาที่เก็บสินค้าเหล่านี้ในระยะยาว

ทั้ง 2 กลยุทธ์นี้ ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้าให้ผู้ประกอบการ เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากสินค้าที่มีได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องสั่งผลิตและสต๊อกสินค้าจำนวนมากตลอดเวลา จึงสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนหรือราคาจำหน่ายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การสานความร่วมมือหรือคอลลาบอเรชั่นระหว่างธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ จะเกิดมากขึ้น ไม่ว่าจะระหว่างรายเล็กด้วยกัน, รายเล็กกับรายใหญ่, เอกชนกับภาครัฐ ฯลฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำตลาด รวมไปถึงแม้แต่ในองค์กรเอง ฝ่ายต่าง ๆ จะร่วมมือกันใกล้ชิดขึ้น เช่น ฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายขาย เพื่อปรับพอร์ตสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพตลาด

เน้นเก่งในตลาดเล็ก

ในส่วนของการทรานส์ฟอร์มและหาตัวสร้างการเติบโตใหม่นั้น การทำตลาดจะต้องมุ่งเน้นการหากลุ่มนิชของตนเองให้เจอ เนื่องจากกระแสการทุ่มจับจ่ายใน 3 ธุรกิจอย่าง สายมู, การสนับสนุนศิลปิน และสุขภาพ-ความงาม สะท้อนชัดว่าผู้บริโภคยังพร้อมจับจ่ายกับสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ โดยไม่เกี่ยงสภาพเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อ

ดังนั้นแบรนด์จึงควรเน้น สร้างความโดดเด่นเป็นผู้นำในตลาดเล็กที่คู่แข่งน้อยและมีศักยภาพ มากกว่าการเป็นผู้เล่นระดับกลางในตลาดแมสที่การแข่งขันสูง

เมื่อเจอกลุ่มที่มีศักยภาพแล้วต้องเชื่อมโยงสินค้าหรือบริการของตนเข้ากับคนกลุ่มนี้ เช่น เรื่องความเชื่อความศรัทธา การใช้อินฟลูเอ็นเซอร์เพื่อเข้าถึงฐานแฟนคลับ หรือเพิ่มจุดเด่นด้านสุขภาพ เป็นต้น จากนั้นจึงโฟกัสการทำตลาดและการผลิตสินค้าสำหรับกลุ่มนี้อย่างเต็มที่เพื่อสปีดการเติบโตและชิงตำแหน่งผู้นำในตลาดมาครอง ซึ่งจะทำให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ สะท้อนจากความสำเร็จของ ป็อป มาร์ท ที่เริ่มจากการขายสินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายชนิด ก่อนจะมาโฟกัสกับ กล่องสุ่มอาร์ตทอย จนประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำในตลาด

สร้างจุดเด่นด้วยความรักษ์โลก

ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมกำลังจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากไม่เพียงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงานรัฐทั้งในและนอกประเทศ แต่เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความแตกต่าง และความได้เปรียบ
ให้กับสินค้า-บริการอีกด้วย

เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้คุณภาพสินค้าของผู้เล่นทุกรายสูสีกันหมด และผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์ที่ใช้แล้วสบายใจ ซึ่งความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ทำให้แบรนด์ต้องทำการตลาดควบคู่ไปกับกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

เชื่อว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถรับมือความท้าทายในปี 2568 ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องจับตานโยบายของรัฐบาลสหรัฐในเวทีโลก และการสนับสนุนของรัฐบาลไทยต่อผู้ประกอบการรายย่อย

10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงปี’68 ‘ความงาม-คอนเสิร์ต-มู’ ทำเงิน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ เปิดผลสำรวจ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงประจำปี 2568 ภายใต้ปัจจัยเศรษฐกิจไทย สัญญาณฟื้นตัว และมาตรการรัฐอัดฉีดแสนล้านที่จะกระตุ้นไตรมาสแรก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การสำรวจนี้อยู่บนพื้นฐานที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวในปี 2568 และปี 2567 เติบโตในอัตรา 2.6-3.2% และเศรษฐกิจยังมีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีในช่วงไตรมาส 1 และ 2 รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ

10 ธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2568

1.ธุรกิจการแพทย์และความงาม ธุรกิจ Cloud Service และธุรกิจบริการ Cyber Security

2.Social Media และ Online Entertainment ธุรกิจจัดทำคอนเทนต์ ธุรกิจ YouTube การรีวิวสินค้า และ Influencer

3.ธุรกิจ e-Commerce (ธุรกิจที่ทำการซื้อขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) ธุรกิจ Soft Power ไทย โดยเฉพาะซีรีส์ ภาพยนตร์ ธุรกิจโฆษณาและสื่อออนไลน์

4.งานคอนเสิร์ต มหกรรมจัดแสดงสินค้า ธุรกิจ Event เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5.ธุรกิจความเชื่อ (สายมู หมอดู ฮวงจุ้ย) ธุรกิจเงินด่วนโรงรับจำนำ ธุรกิจประกันภัยชีวิต

6.ธุรกิจการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม เช่น แม่บ้านรายวัน การซ่อมแซมอุปกรณ์ เป็นต้น ผับ บาร์ คาราโอเกะ

7.คลินิกกายภาพ ธุรกิจให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (ธุรกิจ EV Charging Station) และติดตั้ง ธุรกิจรถยนต์ EV ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขายอาหาร อุปกรณ์และแฟชั่น และดูแลสัตว์

8.ธุรกิจด้านการเงิน ธนาคาร FinTech และการชำระเงินผ่านระบบเทคโนโลยี ธุรกิจตู้ยอดเหรียญเครื่องดื่ม อาหาร และธุรกิจเครื่องสะดวกซัก ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ทัวร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

9.ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาณสื่อสารต่าง ๆ ธุรกิจโลจิสติกส์ Delivery และคลังสินค้า ทนายความและตรวจสอบบัญชี Street Food และตลาดนัดกลางคืน

10.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ที่ไม่มีแอลกอฮอล์) ธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ โรงพยาบาล คลินิกเกี่ยวกับสัตว์

10 ธุรกิจดาวร่วง ปี 2568

1.ธุรกิจจำหน่ายและให้เช่า CD หรือ VDO

2.ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มี Platform Online

3.ธุรกิจคนกลางผลิตและจำหน่ายที่เก็บข้อมูล เช่น CD DVD Thumb Drive การ์ดอื่น ๆ

4.บริการส่งหนังสือพิมพ์

5.ธุรกิจผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

6.ธุรกิจถ่ายเอกสาร

7.ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบดั้งเดิม ไม่มีการออกแบบดีไซน์

8.ธุรกิจรถยนต์มือ 2

9.ร้านขายเครื่องเล่น

10.ธุรกิจผลิตกระดาษ ธุรกิจร้านโชห่วย