กว่า 20 ปีที่ผ่านมางาน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” ณ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสาน นับเป็นหนึ่งในเทศกาลฤดูหนาว (ช่วงธันวาคม-ต้นมกราคมของอีกปี) ที่ทุกคนเฝ้ารอ
และที่พิเศษและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ไม่ได้เปิดให้คนเข้าเยี่ยมชมตลอดปี แต่ 1 ปีเราจะมีโอกาสเที่ยวจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม แค่ประมาณ 4-5 สัปดาห์เท่านั้น สำหรับปีนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม 2567-1 มกราคม 2568 ภายใต้ธีม “อีสานเอิ้นหา” หรือ ISAN CALLING
“ต้อง บุตรศรีชา” ผู้จัดการ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จังหวัดนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสานผ่านงานเทศกาลงาน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ดังนี้
“ต้อง” บอกว่า ในยุคแรก “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บางช่วงมีเวลาว่าง และในช่วงเดือนตั้งแต่พฤศจิกายนไปจนถึงมีนาคม-เมษายน ปริมาณการเลี้ยงหม่อนจะน้อย เพราะในพื้นที่ภาคอีสานน้ำน้อย นักวิชาการเกษตรเลยคิดจัดงานฤดูหนาวขึ้น

โดยในช่วงแรกนั้นจัดขึ้นในเดือนธันวาคม-มกราคม ให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ พบว่ามีคนมาขอดูงานที่ฟาร์มเยอะมาก ปีหนึ่งต้อนรับคณะศึกษาดูงานนับ 100 คณะ สุดท้ายจึงต้องเพิ่มวันจัดงานเป็นจัดทุกวันรวม 4-5 สัปดาห์ในช่วงปลายปี เพราะอากาศดี ดอกไม้สวย ปลูกพืชได้ผลดี ทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
นอกจากนี้ สิ่งที่ได้จากการจัดงานคือ ได้นำสินค้าทางการเกษตรและสินค้าอาหารแปรรูปต่าง ๆ มาจำหน่าย เช่น ชาใบหม่อน น้ำลูกหม่อน แยมลูกหม่อน ฯลฯ ซึ่งเป็น by-product ที่สำคัญได้นำสินค้าที่เหลือในสต๊อกมาระบายในงานนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้นำเส้นไหมที่เหลือจากการตัดเย็บมาทำผ้ามัดหมี่ ผ้าขาวม้า ผ้าพันคอ ฯลฯ
“เราจัดงานมาตั้งแต่ปี 2542 ช่วงเดือนธันวาคมต่อนื่องถึงมกราคม 2543 และด้วยกระแสของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม, วังน้ำเขียว และเขาใหญ่ที่บูมมาก ๆ ทำให้คนมาเที่ยวเยอะมาก รวมประมาณ 15,000-20,000 คน”

จากนั้นประมาณปี 2550 มองว่าทำแค่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม่พอ เพราะว่าปริมาณพื้นที่ของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม มีมากถึง 500 กว่าไร่ จึงขยับเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสาน โดยสิ่งแรกที่ทำคือ เรื่องของประเพณีวัฒนธรรม ด้วยการไปรวบรวมบ้านไม้อีสาน รวมถึงอาคารศาสนาต่าง ๆ เก็บไว้ พอถึงเทศกาลก็นำมาจัดแสดง
ภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสานก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นับจากปี 2550 เป็นต้นมา
ผู้จัดการจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม บอกด้วยว่า ในช่วงปี 2550 งาน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” มีนักท่องเที่ยวประมาณ 30,000-40,000 คน (ช่วง 1 เดือน) ต่อมาประมาณปี 2555-2556 พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวสูงถึง 300,000 คน และหลังจากนั้นก็ลดลงมาเหลือประมาณ 200,000 คน และ 150,000 คน
โดยปัจจัยที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าน้อยลงคือ มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ และสวนดอกไม้เกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมงานในปีหลัง ๆ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,000-180,000 คน
กระทั่งปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด รัฐบาลมีมาตรการหลายอย่างที่เป็นข้อจำกัดทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือแค่ประมาณ 100,000 คน
ปี 2564 “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” ปิดงดให้บริการเพราะโควิดระบาดรุนแรง ปี 2565 กลับมาจัดเหมือนเดิม แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 60,000-70,000 คน ล่าสุดปี 2566 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 60,000 คน

สำหรับปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หรือประมาณ 50,000-60,000 คน โดยที่ผ่านมาช่วงวันธรรมดามีประมาณ 700-800 คน วันเสาร์-อาทิตย์ มีจำนวนกว่า 1,000 คน
“ผมว่าคุณภาพของการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน ถ้าได้จำนวนนักท่องเที่ยว 100,000-200,000 คน แต่คนมาแล้วเจอปัญหารถติด ห้องน้ำไม่พอ อันนี้ไม่ใช่เป้าหมายของเรา แต่ก็ประเมินว่าแนวโน้มก็จะกลับมาดีต่อเนื่อง แต่คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกสัก 3 ปีกว่าที่ทุกอย่างจะฟื้นจากโควิดและฟื้นกลับมาได้เหมือนเดิม”
อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าแม้จำนวนผู้เข้าชมงานจะลดลง แต่ “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสนันสนุนแบรนด์ “จิม ทอมป์สัน” ในภาพใหญ่ที่เป็นโฮลดิ้งคอมปะนี
ขณะดียวกันก็พยายามปรับเปลี่ยน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม” ให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยล่าสุดได้นำเอาศิลปะร่วมสมัยเข้ามาผสมผสาน เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อน สถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของคนอีสาน และศิลปะร่วมสมัย
และยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสานที่อยู่ได้ด้วยตัวเองต่อไป