ราชกิจจาฯ
ราชกิจจานุเบกษาประกาศ พ.ร.ก.กำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 กำหนดให้จัดเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เข้าตามมาตรการต้องเสียภาษีขั้นต่ำในอัตรา 15% มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2568
ผู้สื่อข่าวรายงานจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชกําหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยภาษีส่วนเพิ่ม พระราชกําหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผล และความจําเป็นในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกําหนดนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และสนับสนุนมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ที่นานาประเทศได้กําหนดร่วมกัน ให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีจากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศไม่น้อยกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ ซึ่งการตราพระราชกําหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกําหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชกําหนดนี้เรียกว่า “พระราชกําหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567”
มาตรา 2 พระราชกําหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกําหนดนี้และให้มีอํานาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมิน กับออกกฎกระทรวง และระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกําหนดนี้
กฎกระทรวงและระเบียบตามวรรคหนึ่งนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ระเบียบหรือประกาศที่ออกโดยอธิบดีกรมสรรพากรตามพระราชกําหนดนี้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 4 ในพระราชกำหนดนี้
“ภาษีส่วนเพิ่ม” หมายความว่า ภาษีส่วนที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากภาษีที่ได้เสียแล้วของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ กิจการร่วมค้า และกลุ่มกิจการร่วมค้า โดยคํานวณตามวิธีการที่กําหนดไว้ในพระราชกําหนดนี้
“ประเทศ” หมายความรวมถึงเขตเศรษฐกิจ
“ประเทศไทย” หมายความว่า อาณาเขตของราชอาณาจักรไทย รวมถึงน่านน้ำภายใน อาณาเขตทะเล และพื้นที่ทะเลอื่นใด ซึ่งราชอาณาจักรไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือเขตอํานาจตามกฎหมายระหว่างประเทศ
“นิติบุคคล” หมายความรวมถึงกลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันและจัดทํางบการเงินแยกเฉพาะส่วนของกลุ่มบุคคลนั้นได้ เช่น ห้างหุ้นส่วนที่มิใช่นิติบุคคล หรือทรัสต์
ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกําหนดฉบับนี้ คือมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) เป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกําไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้า
หากน้อยกว่าจํานวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศมีการตรากฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่แล้ว
ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นการรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจากภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเริ่มคํานวณภาษีส่วนเพิ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจําเป็นต้องตราพระราชกําหนดนี้
อ่านประกาศฉบับเต็ม : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/55519.pdf
