เพาเวอร์มอลล์รุดชิงเม็ดเงิน Easy E-Receipt ลากยาวงานอิเล็คทรอนิก้า ถึงสิ้น ก.พ. พร้อมเสริมโปรโมชั่น-การตลาดเต็มสูบ ด้านสปอร์ตมอลล์ เดินสายอัพเกรดพื้นที่งามวงศ์วาน-ท่าพระ พร้อมดึงแบรนด์ใหญ่เปิดตัวสินค้า ชิงโพซิชั่นผู้นำร้านสินค้ากีฬา ตั้งเป้าปี’68 โต 20% ต่อเนื่อง
นายรัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้า POWER MALL, SPORTS MALL, BETREND, WATCH GALLERIA และ KIDS’ PLANET บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีช่วงต้นปี 2568 นี้ มีแนวโน้มคึกคัก ด้วยแรงหนุนจากโครงการ Easy E-Receipt ที่กระตุ้นให้กลุ่มผู้มีเงินเดือนประจำตัดสินใจจับจ่ายช่วง 16 ม.ค.-28 ก.พ. 68 และสภาพอากาศซึ่งคาดว่าจะร้อน ทำให้มีดีมานด์เครื่องปรับอากาศตามมาในช่วงหน้าร้อน
อย่างไรก็ตาม สภาพตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีตลอดทั้งปี 2568 นั้น หากประเมินจากเงื่อนไขปัจจุบันอาจทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อย โดยต้องจับตาปัจจัยลบที่ต่อเนื่องและอาจเกิดขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจไทยและโลกที่ยังชะลอตัว, สงครามการค้า, สงครามในยุโรป-ตะวันออกกลาง นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด เป็นต้น
ส่วนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีปี 2567 ที่ผ่านมา ณ ข้อมูลล่าสุดช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 67) ตลาดมีมูลค่าประมาณ 240,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 1-2% จากช่วงเดียวกันเมื่อปี 2566 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และหลายกลุ่มสินค้ายังไม่มีนวัตกรรมใหม่มากระตุ้นให้ผู้บริโภคอัพเกรด
สำหรับตลาดสินค้ากีฬาปี 2568 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์สปอร์ตไลฟ์สไตล์หรือการแต่งตัวด้วยชุดกีฬาซึ่งเข้มข้นขึ้นอีก แบรนด์กีฬาหลายแบรนด์จะส่งสินค้าแนวไลฟ์สไตล์ออกมาเยอะขึ้น ขณะที่กระแสสุขภาพที่ยังแรง และดีมานด์สินค้ากอล์ฟมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังปี 2567 คาดว่าตลาดสินค้ากีฬาเติบโตประมาณ 20% ด้วยแรงหนุนจากกระแสสุขภาพ และโอลิมปิกที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาเล่นกีฬาตามนักกีฬาที่ตนชื่นชอบ โดยมีเพียงสินค้ากอล์ฟที่ได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน
ชิงเม็ดเงิน Easy E-Receipt
นายรัชตะกล่าวต่อไปว่า สำหรับยุทธศาสตร์ปี 2568 ของกลุ่มธุรกิจภายใต้การดูแลนั้น ยุทธศาสตร์สำหรับช่วง 2 เดือนแรกจะเป็นการชิงเม็ดเงินในช่วงโครงการ Easy E-Receipt ที่จะจัดระหว่าง 16 ม.ค.-28 ก.พ. 68 ซึ่งเชื่อว่าผู้บริโภคจะพร้อมจับจ่ายสินค้ากันอย่างคึกคักไม่น้อยกว่าโครงการปีที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มผู้มีเงินเดือนต้องการตัวช่วยลดหย่อนภาษี รวมถึงเห็นสัญญาณการชะลอจับจ่ายแบบกะทันหันตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 หลังเริ่มมีกระแสข่าวโครงการออกมา แม้ช่วง 2 สัปดาห์แรกจะคึกคัก สะท้อนถึงการวางแผนของผู้บริโภค
โดยยุทธศาสตร์ช่วงโครงการ Easy E-Receipt นั้นจะโฟกัสการชิงผู้บริโภคจากคู่แข่ง ด้วยการใช้อีโคซิสเต็มของเครือเดอะมอลล์ เช่น M Card, M Point และอื่น ๆ เป็นผลประโยชน์เสริมให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าที่จะมาช็อปในเดอะมอลล์ ร่วมกับโปรโมชั่นราคา และการสื่อสารถึงสินค้าและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
หนึ่งในอีเวนต์ไฮไลต์ คือ งาน “เพาเวอร์มอลล์ อิเล็คทรอนิก้า” THE GREAT CELEBRATION นวัตกรรมแห่งความสุข ช็อปสนุกสิ้นปี ซึ่งจะจัดแบบลากยาวกว่า 3 เดือน ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ไปจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ POWER MALL เดอะมอลล์, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม และพารากอนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ทั้งนี้เพื่อให้ครอบคลุมตลอดระยะเวลาโครงการ และเทศกาลต่าง ๆ อย่างวันเด็ก และตรุษจีน ด้วย
นอกจากนี้จะมีอีเวนต์ต่าง ๆ เสริมด้วย เช่น ตรุษจีน ซึ่งเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 แล้ว โดยจะมีการประกาศรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้คาดว่าโครงการ Easy E-Receipt’68 น่าจะกระตุ้นการจับจ่ายได้ 25-30% ซึ่งน้อยกว่าปี’67 เล็กน้อย เนื่องจากวงเงินที่ลดลงเหลือ 30,000 บาท แต่ทั้งนี้ต้องจับตาสถานการณ์จริงอีกครั้ง
ทั้งนี้ตั้งเป้าการเติบโตของเพาเวอร์มอลล์ในปี 2568 ไว้ที่ 20% เช่นเดียวกับปี 2567 ซึ่งได้รับแรงผลักดันจากหมวดสินค้าทำความเย็น
“ในช่วงโครงการ Easy E-Receipt ผู้บริโภคพร้อมที่จะซื้อสินค้าอยู่แล้วโดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย ดังนั้นจุดสำคัญคือการจูงใจให้ผู้บริโภคมาซื้อในช่องทางของบริษัท โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีความต้องการสูง อาทิ มือถือตัวแพง, ลู่วิ่ง, อุปกรณ์กอล์ฟ, นาฬิกาข้อมือ, ทีวี 75 นิ้วขึ้นไป ฯลฯ”
ปั้นสปอร์ตฮับ เพิ่มอีเวนต์ 2 เท่า
อีกยุทธศาสตร์สำคัญยังคงเป็นการดึงแบรนด์สินค้ามาจัดงานเปิดตัวในพื้นที่ทั้งเพาเวอร์มอลล์, สปอร์ตมอลล์, บีเทรนด์ ฯลฯ โดยเฉพาะในสาขาพารากอน เพื่อให้เป็นแม็กเนตดึงดูดกลุ่มผู้ที่ต้องการสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุด, แฟนของแบรนด์ ไปจนถึงนักสะสม พร้อมกับสร้างการรับรู้และย้ำโพซิชั่นผู้นำด้านช่องทางจำหน่ายสินค้าของแต่ละวงการทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้ากีฬา และอื่น ๆ
ด้วยการจัดสรรพื้นที่ในสไตล์ Shop in Shop เพื่อให้แต่ละแบรนด์มีพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้า-ทำการตลาดได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะสามารถเลือกและเปรียบเทียบสินค้าได้ง่ายขึ้นจึงช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการช็อปปิ้งให้ดีขึ้นด้วย
ในปี 2568 นี้จะเดินสายปรับพื้นที่สปอร์ตมอลล์ในสาขาต่าง ๆ ให้เป็น Shop in Shop เช่น เดอะมอลล์ฯ งามวงศ์วาน, เดอะมอลล์ฯ ท่าพระ ส่วนสาขาพารากอนใกล้แล้วเสร็จ พร้อมกับปั้นให้เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ เป็นสปอร์ตฮับ รวมถึงเพิ่มจำนวนกิจกรรมให้มากขึ้นเป็น 2 เท่าทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ และกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา
เชื่อว่าปี 2568 นี้ สปอร์ตมอลล์จะเติบโตตามตลาดสินค้ากีฬาเช่นเดียวกับปี 2567 โดยนอกจากสินค้าวิ่งแล้ว สินค้าแบดมินตัน และกอล์ฟ เป็นอีก 2 กลุ่มที่จะเติบโตดี
ส่วนบีเทรนด์จะโฟกัสกับการจับกระแสต่าง ๆ ให้ทันไม่ว่าจะเป็นสินค้าคอลแลบส์ กล่องสุ่ม ฯลฯ เพื่อนำสินค้านั้น ๆ เข้ามาวางจำหน่าย ส่วนวอตช์ แกลเลอเรีย จะเน้นนาฬิการะดับลักเซอรี่ ราคาระดับ 100,000 บาทขึ้นไป ซึ่งยังมีดีมานด์สูงต่อเนื่อง