ปี 2567 เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นไทย ทำผลงานได้ไม่ดี สวนทางกับภาวะสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนสูง จากอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง การฟื้นตัวของการค้าโลก และความร้อนแรงของหุ้นเทคโนโลยี
หุ้นไทยน่าผิดหวัง 2 ปีซ้อน
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ปี 2567 มีเพียงไม่กี่ตลาดหุ้นและตราสารไม่กี่ประเภทที่ให้ผลตอบแทนติดลบ โดยสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด คือ ทองคำ ได้อานิสงส์ดอกเบี้ยโลกขาลง ดอลลาร์อ่อนค่า และความไม่สงบในหลายพื้นที่ ส่วนตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปรับขึ้นเกือบทุกตลาด ส่วนตลาดที่ไม่ได้ปรับขึ้น ก็ลดลงเล็กน้อย
“ที่น่าผิดหวังที่สุด คือ ตลาดหุ้นไทย Underperform ตลาดหุ้นโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ถ้านับจากต้นปี 2566 มีตลาดหุ้นเพียง 8 แห่งในโลก ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ซึ่งตลาดหุ้นไทย คือ 1 ในนั้น (-15%) อยู่ในอันดับ ‘รองสุดท้าย’ ต่อจากตลาดหุ้นบังกลาเทศ (-18%) ในขณะที่ตลาดหุ้นที่เหลือปรับขึ้นเฉลี่ย 53%”
กำไร บจ.ขาลง-หดตัว 3 ปีติด
“ไพบูลย์” กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ SET มีผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง นอกจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน คือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ยังอยู่ในขาลง ช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 กำไร บจ.ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่กำไร บจ.หดตัว จึงไม่น่าแปลกใจที่ SET Index แทบไม่ขยับขึ้นในปีที่ผ่านมา เพราะผลประกอบการ คือแรงขับเคลื่อนที่มีอิทธิพลสูงที่สุดต่อราคาหุ้น
เห็นได้ชัดจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ บจ. แตะจุดสูงสุดที่ 99 บาท เมื่อปี 2560 หลังจากนั้นก็ลดลงมาตลอด ปี 2567 คาดว่า EPS จะจบปีที่ 78 บาท เท่ากับลดลง 21% จากปี 2560 สอดคล้องกับ SET Index ที่ลดลง 22% จากจุดสูงสุดที่ 1,838 จุด เมื่อต้นปี 2561
“การขาดตัวเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ เช่น หุ้นในกลุ่มธุรกิจอนาคต รวมทั้งความกังวลของนักลงทุนเรื่องความโปร่งใสของ บจ. คืออีกอุปสรรคใหญ่ด้านซัพพลายของตลาดหุ้นไทยที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข แน่นอนการแก้ปัญหาด้านซัพพลาย ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ถ้ารัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจให้กลับมาโตได้ในระดับ 3-4% ต่อปี และเอาจริงกับการลงโทษ บจ.ที่ทำผิดกฎระเบียบ เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้หุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจได้”

หุ้นไทยปี’68 ลุ้นมาตรการรัฐ
ส่วนทิศทางหุ้นไทยปี 2568 “ไพบูลย์” กล่าวว่า ดัชนี SET ขึ้นกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ ถ้า GDP ไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ คาดว่าตลาดหุ้นคงไม่ไปไหนไกล อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นได้ 3% ขึ้นไป แต่ไม่ง่าย เพราะความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ และสงครามการค้า แต่เชื่อว่าช่วงแรก ๆ คงไม่เกี่ยวกับไทยมาก
“ช่วงแรกจะขึ้นกับปัจจัยภายในประเทศ เรื่องความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างความมั่นใจของรัฐบาลมากกว่า ถ้าทำให้เกิดแรงกระเพื่อมโดยเฉพาะเรื่องการลงทุน ถ้าทำได้จริง ผมไม่เป็นห่วงตลาดหุ้น แต่หากการบริโภคไม่ดีขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เวิร์ก ไม่มีใครเข้ามาลงทุน จะสร้างความผิดหวังให้กับตลาดหุ้นอีก ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเป็นแค่ตลาดเทรดดิ้ง ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะไม่มีจุดเปลี่ยนใหม่”
ลุ้นโฟลว์ไหลกลับเข้าหุ้นไทย
ขณะที่ “ภราดร เตียรณปราโมทย์” รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ปี 2568 ประเมินว่าฟันด์โฟลว์ น่าจะไม่ได้ไหลกลับมาซื้อร้อนแรงและคงไม่ได้ขายร้อนแรง โดยเม็ดเงินจะรอจังหวะและเลือกซื้อหุ้นรายตัว เพราะมีความเสี่ยง Trade War จากที่ไทยพึ่งพิงการส่งออกที่สูง และมีความเสี่ยงค่าเงินผันผวน และโอกาสการลดดอกเบี้ยของเฟดมีไม่มาก คาดแค่ 1-2 ครั้ง ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดเก็บกระสุนไว้ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง
“เชื่อว่าจากที่หุ้นสหรัฐเริ่มมีความเสี่ยงจาก PE สูงเกิน 30 เท่า และจากเฟดส่งสัญญาณ Hawkish กังวล Trump Trade ก็เชื่อว่าโฟลว์น่าจะไหลออกจากสหรัฐกระจายไปลงทุนในกลุ่ม EM รวมถึงไทยมากขึ้น ปัจจัยหนุนโฟลว์เข้า SET คือ Valuation ในตลาดไม่แพง PE ที่ 16 เท่า ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย Underperform”
2 กลุ่มหุ้นเป้าหมายฟันด์โฟลว์
“ภราดร” มองว่า หุ้นที่เป็นเป้าหมายฟันด์โฟลว์ คือ หุ้นเทรนด์ภาพใหญ่มีการเติบโต และหุ้นเทิร์นอะราวนด์ (พลิกจากขาดทุนเป็นกำไร) เช่น กลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC, SCC) และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK) ที่ได้ประโยชน์ตามการเบิกจ่ายภาครัฐ รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) ตามภาพเมกะเทรนด์ ที่มีการทยอยลงทุน Data Center มากขึ้น
“ประเมิน SET ปี 2568 ที่ 1,600 จุด โดยคาดจีดีพีไทยโต 3.1% อาจมีดาวน์ไซด์จากความเสี่ยง Trump Trade และการเติบโตเศรษฐกิจจีน ที่อาจกระทบส่งออก หลัก ๆ GDP โตได้จากการบริโภค การเบิกจ่ายภาครัฐเร่งขึ้น และคาดนักท่องเที่ยวน่าจะกลับมาเกิน 40 ล้านคน” รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัสกล่าว