คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : รุ่งนภา พิมมะศรี
รัฐบาลของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไทย ลาว กำลังเผชิญโจทย์ยากและเผชิญความลำบากใจในการตัดสินใจทางการคลังคล้าย ๆ กัน นั่นคือ จำเป็นต้องควบคุมระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และคุมระดับการขาดดุลการคลังไม่ให้สูงไปกว่าที่เป็นอยู่ หรือถ้าจะให้ดีต้องลดน้อยลง แต่ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจก็ต้องการการกระตุ้น จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้จ่ายจากภาครัฐ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่า ณ สิ้นปี 2024 หนี้สาธารณะทั่วโลกอาจสูงราว 100 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 93% ของจีดีพีโลก โดยการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะของสหรัฐและจีนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก และคาดว่าจะเข้าใกล้ระดับ 100% ของจีดีพีภายในปี 2030
IMF ได้เตือนให้ประเทศต่าง ๆ รีบแก้ปัญหาหนี้ อย่างน้อยก็ยับยั้งอัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีไม่ให้เพิ่มขึ้น เพราะยิ่งปล่อยปัญหาทิ้งไว้นานเท่าไร ปัญหาก็ยิ่งจะเลวร้ายมากขึ้น และการแก้ปัญหาก็จะยากมากขึ้นเท่านั้น
ความยากลำบากสำหรับรัฐบาลในการแก้ปัญหาหนี้และลดการขาดดุลการคลัง คือ มันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของประชาชน เพราะการที่จะแก้ปัญหาหนี้และลดการขาดดุลการคลังได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องลดการใช้จ่ายที่ใช้ในการให้บริการประชาชนและอาจต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีรัฐบาลไหนอยากทำ เพราะจะทำให้เสียคะแนนนิยม
สหรัฐมีหนี้สาธารณะอยู่ราว 36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อัพเดตถึงกันยายน 2024) คิดเป็น 123% ของจีดีพี สำนักงานงบประมาณรัฐสภาของสหรัฐ (CBO) คาดว่า หนี้สาธารณะจะสูงกว่า 51 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2034 และอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 122%
สำหรับสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตะ 100% (ประมาณ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์) เป็นครั้งแรกในรอบ 63 ปี เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 และได้รับคำเตือนจาก IMF เมื่อเดือนตุลาคมว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อยับยั้งไม่ให้หนี้เพิ่มขึ้น
สำหรับประเทศไทย หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนพฤศจิกายน 2024 อยู่ที่ 11.9 ล้านล้านบาท (ประมาณ 0.34 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 64.41% ของจีดีพี และขาดดุลการคลัง 4.35% ของจีดีพี
อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอาจจะดูไม่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่แตะ 100% แต่ที่น่ากังวล คือ ไทยขาดดุลการคลังมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน รัฐไทยจัดเก็บรายได้ภาษีได้เพียงประมาณ 15% ของจีดีพี (14.9% ในปีงบฯ 2023) และแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ก็จะน้อยลงอีก เมื่อเก็บรายได้ได้น้อย ย่อมหมายถึงภาระหนี้ที่สูงขึ้น อีกทั้งรัฐบาลไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นในการใช้จ่ายด้านสังคมและการลงทุนภาครัฐในด้านทุนมนุษย์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัย
เมื่อหลายเดือนก่อน ธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ (World Bank) กล่าวถึงไทยว่า ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ขณะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
อัตราส่วนรายได้ภาษีของรัฐต่อจีดีพีของไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 15% นั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เราสมัครเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งมีอัตราส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีเฉลี่ยอยู่ที่ 33.9%
และการที่อัตราส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่า 15% นั้น เท่ากับว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เวิลด์แบงก์เตือนว่า มีความจำเป็นมากเป็นพิเศษที่จะต้องเร่งเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี
สำหรับแนวทางการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีนั้น จากที่ดิฉันได้อ่านคำแนะนำของ IMF และนักเศรษฐศาสตร์สถาบันต่าง ๆ พบคำแนะว่า ควรเน้นไปที่การขยายฐานภาษี ไม่ใช่คิดแต่เรื่องการเพิ่มอัตราภาษี
แต่ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นภาพเท่าไหร่ว่ารัฐบาลจะขยายฐานภาษีอย่างไร