Skip to content

หอการค้าเชื่อเศรษฐกิจปีนี้โต 3% เดอะมอลล์-CPF ปรับแผน

08 ม.ค. 2568 | 16:01น.
หอการค้าเชื่อเศรษฐกิจปีนี้โต 3% เดอะมอลล์-CPF ปรับแผน

ภาคธุรกิจยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยไปได้ดี “สนั่น อังอุบลกุล” ประเมินทั้งปีโต 3% แต่ต้องจับตาครึ่งหลังจากนโยบายทรัมป์ 2.0 ด้านซีพีเอฟยันนโยบายลงทุนแบบคอนเซอร์เวทีฟ ไม่ลงทุนขยายธุรกิจ มั่นใจส่งออกไปสหรัฐไม่กระทบ เพราะมีโรงงานที่นั่นอยู่แล้ว เคแบงก์ห่วงหนี้ครัวเรือนแนะหาตลาดใหม่ ด้านภาคอสังหาฯยังกังวลกำลังซื้อ วอนยืดอายุมาตรการกระตุ้นอสังหาฯถึงสิ้นปี 2568

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2568 ไว้ที่กรอบ 2.8-3.2% ค่ากลางอยู่ที่ 3%

ครึ่งปีแรกคาดว่าเศรษฐกิจยังจะเติบโตได้ดี ด้วยแรงส่งจากการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การแจกเงิน และการเร่งการใช้จ่ายงบฯลงทุน ซึ่งยังมีงบฯลงทุนค้างท่อจำนวนมาก

ครึ่งปีหลังกังวล “ทรัมป์ 2.0”

“ส่วนครึ่งปีหลัง มองว่ายังมีความท้าทายและความไม่แน่นอนสูง จากเศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไม่มีตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจน ประกอบกับนโยบายการค้าของสหรัฐ ทรัมป์ 2.0 อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น การกดดันด้านดุลการค้า หากไทยยังคงพึ่งพาการได้ดุลการค้าเพียงด้านเดียว จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก”

นายสนั่นกล่าวอีกว่า แนวโน้มการปรับเปลี่ยนนโยบายครึ่งปีหลัง มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจเริ่มลดการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอ่อนแรงลง ต้องจับตาว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งอาจเห็นอัตราดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 1.5% เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เห็นด้วยภาษีนิติบุคคล 15%

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่กระทบด้านการส่งออกสินค้าไทยเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่าล่าสุดจีนระงับการนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมล่วงหน้าจากไทยของจีน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของไทย

ส่วนประเด็นการเก็บภาษีประกอบกิจการของนักลงทุน 15% GMT นั้น หอการค้าเห็นด้วยกับการลดภาษีนิติบุคคลของไทยจาก 20% เป็น 15% เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ OECD และดึงดูดการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและรายได้ภายในประเทศได้ดีขึ้น

CPF ลุยลงทุน 2 หมื่นล้าน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เห็นได้จากกำลังซื้อเริ่มลดลง แต่เพราะได้อานิสงส์จากท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มการใช้จ่ายให้ประเทศ ส่วนปี 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง มีหลายปัจจัยที่ส่งผลลบ โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่

บริษัทจะใช้นโยบายลงทุนแบบคอนเซอร์เวทีฟ โดยเตรียมงบฯลงทุนใกล้เคียงปีที่แล้ว คือ 20,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช่ลงทุนขยายธุรกิจ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากเป็นสินค้าบริโภคที่มีความจำเป็น

ไทยไม่กระทบส่งออกไปสหรัฐ

ส่วนผลกระทบด้านการส่งออกจากนโยบายของทรัมป์นั้น เชื่อว่าไม่มีผลกระทบกับซีพีเอฟ เพราะบริษัทส่งออกไปสหรัฐน้อยมาก มีเพียงเกี๊ยวกุ้งที่ส่งไป ขณะที่การค้ากับสหรัฐจะใช้วิธีเข้าไปลงทุนตั้งธุรกิจในสหรัฐ เสมือนเป็นบริษัทท้องถิ่น จึงไม่เจอการกีดกันด้วยการขึ้นภาษีแต่อย่างใด

“อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเวียดนามจะได้รับผลกระทบจากสหรัฐมากกว่า เพราะเวียดนามได้ดุลการค้าสหรัฐมากกว่าไทย ซึ่งซีพีเอฟลงทุนในเวียดนามมานาน และมีธุรกิจหลากหลายแบบเดียวกับที่ลงทุนในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มไก่ หมูสัตว์บกสัตว์น้ำ ซึ่งต้องติดตามนโยบายทรัมป์ที่ชัดเจนอีกครั้ง”

บี.กริมไม่กังวลนโยบายมะกัน

นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) กล่าวว่า เรามองว่านโยบายทรัมป์ 2.0 ยังไม่ได้กระทบกับการดำเนินงานของ บี.กริม อาจจะกระทบกับคนข้างนอกมากกว่านักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในอเมริกาที่อาจจะโดนเรื่องภาษีส่งออก

ส่วนของสหรัฐอเมริกา เรามีโครงการพลังงานลมแค่ 30 เมกะวัตต์ อาจจะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะที่เราเข้าไปซื้อไม่ได้เป็นโครงการใหญ่มาก

เดอะมอลล์มองเศรษฐกิจยังผันผวน

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ว่า แม้ว่าบริษัทจะตั้งเป้ารายได้ไว้สูง แต่เตรียมแผนสำรองไว้เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเวลาที่เกิดสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนขึ้น โดยเฉพาะในปี 2568 ที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจคาดเดาได้ยาก ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของภาพรวมของทั่วโลกที่เศรษฐกิจยังทรง ๆ ประกอบกับทางสหรัฐอเมริกาก็มีการเปลี่ยนประธานาธิบดี จึงทำให้เราเลือกที่จะรัดเข็มขัดในการใช้จ่ายและโฟกัสไปที่งานใหญ่ ๆ ที่สำคัญ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์อะไร เราก็พร้อมปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นทันที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราให้ได้เต็มที่”

ภาคอสังหาฯห่วงกำลังซื้อ

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า คาดการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สถิติ 9 เดือนแรก 2567 ภาพรวมยอดขายลดลง 40% ยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 8% ทำให้ประเมินทั้งปียังอยู่ในแดนติดลบ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปี 2568 เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันรอบด้าน ที่สำคัญทำให้เกิดเทรนด์ใหม่ของการฟื้นตัวของภาคอสังหาฯ ประเมินว่าอยู่ในโมเดล L Shape

กล่าวคือจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนาน กำลังซื้อตลาดแมสชะลอตัว แต่ตลาดที่ยังไปได้ดีเป็นตลาดบนคือบ้านแพง ทำให้โมเดลการฟื้นตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นรูปแบบ K Shape โดยกำลังซื้อ K ขาบนยังไปได้ดี ขณะที่ K ขาล่างติดปัญหาหนี้ครัวเรือน กู้ไม่ผ่าน ฯลฯ

ล่าสุดเทรนด์ปีนี้กำลังปรับตัวไปสู่รูปแบบ L Shape เพราะกำลังซื้อตกต่ำสวนทางกับราคาอสังหาฯที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา จากต้นทุนพัฒนาโครงการที่เพิ่มขึ้นทั้งราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง

ยังหวังชิงลูกค้าต่างชาติ

จุดเปลี่ยนอสังหาฯของปี 2568 ต้องยอมรับว่ากำลังซื้อในประเทศปลุกให้ขึ้นลำบาก แต่ไทยมีจุดขายที่ดึงดูดลูกค้าต่างชาติได้ดีมาก วันนี้เราไม่ใช่แค่เดสติเนชั่นด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นเดสติเนชั่นด้านพร็อพเพอร์ตี้ระดับโลกด้วย รัฐบาลควรพิจารณาปรับเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับคนต่างชาติมากขึ้น

“อย่างน้อยที่สุดเริ่มต้นจากการจัดเก็บภาษีอสังหาฯคนต่างชาติในอัตราสูงกว่าคนไทย แล้วนำเงินส่วนต่างมาสนับสนุนให้คนไทยผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางสามารถเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้”

โครงการใหม่แพงตามที่ดิน

นายอิสระ บุญยัง ประธานสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2568 มีข้อคำนึงว่าเศรษฐกิจชะลอตัวหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สต๊อกบวมและขายระบายสต๊อกออกไปจนพร่องลงไปเยอะ ประเด็นคือสต๊อกเก่าเป็นต้นทุนเก่า แต่สต๊อกใหม่ที่จะเริ่มเปิดตัวในปีนี้มาพร้อมกับต้นทุนใหม่

ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะราคาอสังหาฯมีแต่จะขึ้นทุกวัน เนื่องจากรัฐบาลลงทุนรถไฟฟ้าและทางด่วนทำให้ราคาที่ดินแพงขึ้นตามความเจริญของอินฟราสตรักเจอร์ แต่กำลังซื้อประชาชนถูกแช่แข็งด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือน แบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ทำให้ราคาอสังหาฯเทียบกับกำลังซื้อที่แท้จริง มีช่องว่างถ่างมากขึ้น

จี้รัฐยืดแผนกระตุ้นอสังหาฯ

“ปี 2567 ภาคอสังหาฯไม่สดใสมากนัก ปีนี้สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม ปัจจัยกดดันมีมากกว่าเดิม เป็นเหตุผลให้ 7 สมาคมอสังหาฯ เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพื่อขอให้พิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ให้มีผลบังคับใช้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

เพราะการซื้อบ้าน-คอนโดฯ 1 หลัง ส่วนใหญ่จะต่อเติม ตกแต่ง ซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้มีพายุหมุนทางเศรษฐกิจ หรือมัลติไพเออร์ 2.9 เท่า จึงประเมินว่าถ้ามีการต่ออายุมาตรการรัฐ ภาคอสังหาฯและธุรกิจเกี่ยวเนื่องจะสามารถเพิ่มสัดส่วนจีดีพีประเทศได้ 1.8%”

เคแบงก์ยังห่วงหนี้ครัวเรือน

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่ำที่ 2.4% จากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.6% เนื่องจากมีความท้าทายหลายเรื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยความเสี่ยงในประเทศเป็นเรื่องของปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ยังคงเป็นเศรษฐกิจแบบเก่า (Old Economy) และปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และการใช้จ่ายที่ต้องระมัดระวัง นำมาสู่ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality)

ขณะที่ปัจจัยภายนอกยังคงต้องจับตาปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และนโยบายการค้าของสหรัฐ ที่อาจมีผลต่อภาคการส่งออกของไทย เพราะหากพิจารณาในเชิงลึก พบว่าทรัมป์ จะเล่นนโยบายด้านภาษีค่อนข้างเยอะ และไทยมีความเสี่ยงในเรื่องของดุลการค้าที่เกินดุลกับสหรัฐ อาจโดนเพ่งเล็งและมีสิทธิในการโดนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย

เตือน “ส่งออก” เพิ่มคู่ค้าใหม่

ในแง่ของลูกค้าธนาคาร ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก ธนาคารได้ส่งสัญญาณเตือนให้ลูกค้าได้รับรู้ความเสี่ยงดังกล่าวที่จะมาถึง และผู้ประกอบการเองเริ่มเห็นสัญญาณแล้วหลังเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอ เช่น ยุโรป เริ่มไม่ซื้อของหรือซื้อน้อยลง ซึ่งผู้ประกอบการเริ่มทยอยหาตลาดใหม่ไปก่อนแล้ว ดังนั้น ในส่วนของนโยบายภาษีของสหรัฐ อาจจะดูว่าทางการมีการเจรจาหรือตั้งรับเรื่องภาษีอย่างไร

โจทย์ของผู้ประกอบการจะเป็นเรื่องของค่าแรง ต้นทุนดำเนินงานและภาษีจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่จะต้องทำเพิ่ม คือ การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และลดต้นทุนให้ได้ และเรื่องเร่งด่วน คือ การหาตลาดใหม่ เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เป็นต้น