ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่า รับกระแสข่าวนโยบายทรัมป์ มีแผนจะประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อให้เขามีอำนาจในการใช้นโยบายตั้งกำแพงภาษีนำเข้า ตามที่ได้สัญญาไว้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (9/1) ที่ระดับ 34.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (8/1) ที่ระดับ 34.62/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวในแนวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลัง Dollar Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 109.05 ขณะที่นักลงทุนซึมซับข้อมูลแรงงานสหรัฐที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่าการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 122,000 ตำแหน่งในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 136,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 146,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ย.
ในขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่าตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 10,000 ราย สู่ระดับ 201,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 4 ม.ค. ซึ่งเป็นรดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2567
นอกจากนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมามีรายงานข่าวจากสำนักข่าว CNN ซึ่งระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ มีแผนที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อให้เขามีอำนาจในการใช้นโยบายตั้งกำแพงภาษีนำเข้าตามที่ได้สัญญาไว้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
และในด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการเปิดเผยรายงานการประชุมนโยบายการเงินประจำวันที่ 17-18 ธ.ค. โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่เฟดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเจ้าหน้าที่เฟดเตรียมรับมือกับผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมาจากคณะบริหารของนายทรัมป์
โดยนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดและเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) กล่าวสนับสนุนให้เฟดเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปีนี้ โดยเขากล่าวว่าเขาเห็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลง และจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อได้ดีดตัวขึ้นมาระยะนี้ แต่ก็เป็นเพียงบางรายการเท่านั้น
เช่น บริการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย แต่ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ได้ส่งสัญญาณปรับตัวลง ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวสอดคล้องกับมุมองของเขา เขาก็จะสนับสนุนให้เฟดยังคงปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปีนี้ ทั้งนี้นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในพรุ่งนี้ (10/1) เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้นเพียง 154,000 ตำแหน่งในเดือน ธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 227,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่า 34.63-34.72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.66/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/1) ที่ระดับ 1.0316/17 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่วันพุธ (8/1) ที่ 1.0320/21ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ (9/1) ว่ายอดส่งออกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีในเดือน พ.ย. ปรับตัวสูงขึ้นเกินความคาดหมาย
โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากประเทศนอกสหภาพยุโรป (EU) โดยในเพือน พ.ย. ยอดส่งออกของเยอรนีเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่โพลของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.0% ทำให้เยอรมนีมียอดเกินดุลการค้าในเดือน พ.ย. อยู่ที่ 1.97 หมื่นล้านยูโร หรือประมาณ 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 1.34 หมื่นล้านยูโรในเดือน ต.ค.
ขณะเดียวกันผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีก็เติบโตขึ้นเช่นกันโดยเพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.5% ถึงแม้ตัวเลขทั้งสองจะสูงกว่าที่ตลาดคาดแต่ยอดคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในเดือน พ.ย. ที่เปิดเผยเมื่อวันพุธ (8/1) ที่ผ่านมาซึ่งปรับตัวลดลง 5.4% จากเดือนก่อนหน้าบ่งชี้ว่าอุปสงค์โดยรวมยังคงอ่อนแอ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0285-1.0321 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0306/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้านี้ (9/1) ที่ระดับ 158.14/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (8/1) ที่ 158.15/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้เปิดเผยข้อมูลในวันนี้ (9/1) ว่า ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นลดลง 0.3% ในเดือน พ.ย. 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน
ส่วนค่าจ้างที่เป็นตัวเงินซึ่งหมายถึงจำนวนเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจากการทำงานตามข้อตกลงที่ทำไว้กับนายจ้าง รวมถึงเงินเดือนพื้นฐานและค่าล่วงเวลานั้นเพิ่มขึ้น 3.0% เป็น 305,832 เยน หรือประมาณ 1,900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 35 ติดต่อกัน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 157.77-158.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 158.08/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. ของสหภาพยุโรป (9/1), การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือน พ.ย. ของญี่ปุ่น (10/1), การผิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ย.ของฝรั่งเศส (10/1), ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (10/1), ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ (10/1), และตัวเลขอัตรารายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของสหรัฐ (10/1), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ม.ค. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (10/1)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.5/-6.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -2.5/-0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ