เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

‘กอบศักดิ์’ แนะรับมือทรัมป์ ประกาศ 6 สงคราม

23 ม.ค. 2568 | 16:07น.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

“กอบศักดิ์” เผยทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง 3 วัน เขย่าโลก หลังลงนามยกเลิกคำสั่ง 78 ฉบับของโจ ไบเดน หวังดึงสหรัฐกลับมาสู่ “Golden Age” หลังหลงทางมา 4 ปี เดินหน้านโยบาย 6 สงคราม จับตา 1 ก.พ. 2568 ขึ้นภาษีจีน 10% แนะรัฐบาลรับมือ ชี้ควรกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องฝ่าลมต้านความผันผวน-แย่งชิง FDI เข้าประเทศ มั่นใจไทยบริหารจัดการผลกระทบได้ คาดจีดีพีปี 2568 โตเกิน 3%

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวใน “เพจ Bnomics (Bangkok Bank Economics)” ในหัวข้อ “3 วันเขย่าโลกกับ TRUMP 2.0” ว่าภายหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วง 3 วันที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็น 3 วันที่มีความคึกคัก และเป็น 3 วันที่ไม่ธรรมดา เพราะไม่มีรัฐบาลไหนที่มีการลงนามคำสั่งของฝ่ายบริหาร (Executive Order) เยอะขนาดนี้ อย่างไรก็ดี ในคำสั่งที่ได้ลงนามจะมีเรื่องของสงครามสำคัญ 5-6 เรื่อง

ได้แก่ 1.สงครามแนวคิดระหว่างพรรค “ริพับลิกัน” และ “เดโมแครต” ซึ่งมีแนวคิดแตกต่างกัน โดยมีการยกเลิกคำสั่งของนายโจ ไบเดน ทั้งหมด 78 ฉบับ เป็นนโยบายที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลหลงทางมา 4 ปี ให้กลับมาเป็น “รีพับลิกัน” อีกครั้ง

2.สงครามในประเทศและพรมแดน ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัญหายิ่งใหญ่จากเดิมเป็น Open Border ในยุคโจ ไบเดน แต่ทรัมป์มีคำสั่งปิดพรมแดน รวมถึงมีคำสั่งยกเลิกหลาย ๆ หน่วยงาน และขับเคลื่อนด้วยรัฐบาลเอง

3.สงครามการค้ากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมามีการประกาศไปแล้ว คือ ประเทศแคนนาดา และเม็กซิโก ที่ถูกตั้งกำแพงภาษี 25% และประเทศจีน ซึ่งจะมีการประกาศขึ้นภาษี 10% ในช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

4.สงครามเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญ คือจีน เนื่องจากทรัมป์มองว่าสหรัฐกำลังเพลี่ยงพล้ำจีนในเรื่องของเทคโนโลยี จึงเป็นที่มาของโครงการ “Stargate” โดยร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี ได้แก่ Oracle, SoftBank และ Open AI มีเม็ดเงินลงทุนราว 5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

5.สงคราม ซึ่งเป็นสงครามจริงในตะวันออกกลาง และรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทรัมป์ประกาศว่า “No War” แม้ว่าจะประกาศยุติสงครามภายใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง ซึ่งล่าสุดได้มีการขู่นายวลาดีมีร์ ปูติน หากไม่ยุติสงครามภายใน 1 เดือนจะมีการคว่ำบาตรและลงโทษ (Sanction) เป็นต้น

และ 6.สงครามอื่น ๆ จะดูประเด็นที่มีการเอาเปรียบสหรัฐ เนื่องจากทรัมป์จะเน้นเรื่อง “USA First” เช่น การยกเลิกข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นความตกลงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ถูกมองว่าสหรัฐเสียค่าใช้จ่ายเยอะ หรือข้อตกลงองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นอีกโครงการที่ถูกยกเลิก รวมถึงการเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) โดยโครงการอะไรที่สหรัฐต้องจ่ายเงินเยอะ จะต้องยกเลิกให้หมด

Advertisement

“การประเมินคะแนนในช่วง 3 วัน โดยรวมคะแนน A++ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนออกคำสั่งเยอะขนาดนี้ สะท้อนถึงความเก๋าของทีมงานที่จัดเตรียม “Executive Order” ให้ทรัมป์พิจารณาว่าเรื่องไหนเดินหน้าทันที เรื่องไหนรอก่อน หรือเรื่องไหนหยุดไว้ก่อน ซึ่งเป็น 3 วันที่ค่อนข้างคึกคัก และเป็น 3 วันที่เหมือนทำงานมาแล้ว 1 เดือน ซึ่งหลังจากนี้ครบ 7 วัน 1 เดือน หรือ 100 วัน หรือ 1 ปี 4 ปี จะมีความตื่นเต้นให้เราบ่อยมากขึ้น”

ทั้งนี้ ภายหลังจากมีการแยกคำสั่งเป็น 6 เรื่องใหญ่แล้ว หากจะดูการประสบความสำเร็จของนโยบายของการดำเนินงาน จะต้องแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ 1.ทำตามที่พูดและที่ตั้งใจไว้ เช่น การปิดพรมแดนที่มีการส่งทหารไป 1,500 คนได้ดำเนินการแล้ว หรือการอภัยโทษคนที่บุกรัฐสภาวันที่ 6 มกราคม ในช่วง 4 ปีก่อน เป็นการดำเนินการทันที เป็นต้น ถือเป็นการเมืองที่ไม่หลอกลวงประชาชน

และ 2.ทำน้อยกว่าที่พูดไว้ เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็นเรื่องที่ทุกคนจับตา และสร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดค่อนข้างมาก เพราะการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบวงกว้างกว่าเรื่องอื่นที่เน้นภายในประเทศสหรัฐเอง จึงเป็นเรื่องน่ากังวลใจมากที่สุด

ซึ่งล่าสุดขึ้นภาษี 25% กับประเทศแคนนาดาและเม็กซิโก้แล้ว แต่จีนขึ้นเพียง 10% และเรียกเจรจา จากเดิมที่มีการประกาศจะขึ้น 60% ดังนั้น ทุกคนรอดูว่าจะทำกับจีนอาจจะเป็น “มวยต้มคนดู” เพราะทำน้อยกว่าคาด หรือประเด็นสงครามที่ประกาศยุติภายใน 24 ชั่วโมง แต่เวลาล่วงเลยมากว่า 72 ชั่วโมงแล้ว

ท้ายสุด 3.ทำเกินกว่าที่พูดไว้ เช่น โครงการ “Stargate” ที่มีการลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นโครงการที่ต้องจับตามอง เพราะเป็นโครงการสำคัญมากที่จะทำให้สหรัฐมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่อยู่ในสหรัฐ เพราะสหรัฐไม่เชื่อมั่นให้ Data ไปอยู่นอกประเทศ และมีการประกาศไว้ว่า ภายใน 5 ปี AI ของสหรัฐจะเก่งเท่าคน และจะเก่งกว่าคน ก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ และปักหมุดให้สหรัฐไปดาวอังคารให้ได้

ทั้งนี้ แม้ว่าเงินลงทุนหน้าตักอาจจะยังไม่พอ แต่หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้ามาในประเทศสหรัฐได้ โดยโครงการ “Stargate” จะเป็นโครงการเรือธง (Flagship) สำคัญ

“มองไปข้างหน้าเงื่อนไขสำคัญของทรัมป์ที่จะอยู่ได้ 4 ปี จะต้องพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้ทันที และไม่สนใจคนจะด่า เพราะต้องการทำให้สหรัฐกลับมาเป็นยุคทอง (Golden Age) โดยต้องจับตาอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีการเลือกตั้งมิดเทอมด้วย ซึ่งทรัมป์ต้องการรักษาสภาล่างด้วย

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ เราเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เป็น Just Beginning หลังจากเดินหน้าไปแล้ว จะเห็นความถี่ของคำสั่ง Executive Order น้อยลง เพราะคำสั่งออกไปหมดแล้ว จะเหลือแต่คำสั่งยาก ๆ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาดำเนินการ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้”

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น มองว่ามีหลายส่วน โดยประเทศไทยมีการเชื่อมโยงผ่าน 4 ส่วน ได้แก่ การค้า การท่องเที่ยว เงินทุนเคลื่อนย้าย และค่าเงิน ซึ่งในเชิงการค้ามาถึงไทยแน่นอน แต่จะต้องดูว่าการต่อสู้กันแค่ไหน และกระจายตัวแค่ไหน แต่เชื่อว่าไทยสามารถบริหารจัดการได้

เนื่องจากครั้งนี้เป็นสงครามการค้าที่ “คนเดียวทะเลาะกับคนทั้งโลก” และ “ทุกคนทะเลาะกับคนเดียว” ซึ่งต้องรอดูว่าสหรัฐจะดำเนินการกับจีนมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดี ไทยอาจจะมีโอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของสินค้าจีนที่จะหายไป

ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้าย หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มองว่าจะยังคงดีต่อเนื่อง เพราะหากยิ่งมีการทะเลาะกับจีนมากเท่าไร จะเห็นการไหลออกของเงินทุนจากจีน ซึ่งภูมิภาคอาเซียนและไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและน่าสนใจ อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะต้องปลดล็อกทุกอย่างในเรื่องของ FDI โดยไม่ต้องกลัวการที่ต่างชาติจะเข้ามาในประเทศ ไทยจำเป็นต้องแย่งชิง FDI เข้ามาในประเทศไทยให้ได้ หลังจากตอนนี้ไทยมีเม็ดเงินเป็นอันดับ 5 หรือ 6 ของประเทศกลุ่มอาเซียน

สำหรับสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งในส่วนของค่าเงิน ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน จะเห็นว่าการผันผวนและเป็นสิ่งที่ห้ามยาก โดยไทยจะต้องอยู่กับความผันผวน เพราะต้องยอมรับว่าทรัมป์อาจจะเขียนอย่าง แต่พรุ่งนี้อาจจะเป็นอีกอย่าง

ดังนั้น สินทรัพย์ต่าง ๆ จะผันผวนไปตามลมปากและลายเซ็นของทรัมป์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เชื่อว่าจะมีการเผชิญหน้าระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งเป็นแรงกดดันปกติของธนาคารกลาง โดยธนาคารกรุงเทพคาดว่าเฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งจะปรับลดในเดือนมิถุนายนและธันวาคม 2568

ดังนั้น ท่ามกลางความขัดแย้ง มองไปข้างหน้าไทยเดินไปในป่าที่มีพงหนาม จึงต้องการให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพราะจะต้องทำให้เศรษฐกิจมีโมเมนตัมเพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้ เพราะตอนนี้มีลมต้านรออยู่ หากทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้จะเป็นเรื่องดี เพราะในปีนี้มองว่าด้วยตัวของเนื้อเศรษฐกิจเอง หากไม่มีสงคราม คาดว่าจีดีพีจะโตได้ 3% บวก เพราะทุกประเทศเดินหน้าลดดอกเบี้ย จะมีความต้องการสินค้าและการบริโภคจะช่วยหนุนการส่งออกที่คาดว่าจะโตเฉลี่ย 8-9% และภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีจะหนุนการท่องเที่ยวให้ขยายตัวในระดับ 40 ล้านคนได้

“จะเป็น 4 ปีที่มีสีสัน และเป็น 4 ปีที่สร้างความปั่นป่วนผันผวน และภายใต้ความปั่นป่วนผันผวนจะมากระทบไทยอย่างแน่นอน แม้ว่าวันนี้จะไม่ถึงเรา แต่ต้องยอมรับว่าไทยเกินดุลสหรัฐ ก็ต้องดูว่าเขาจะเอื้อมมือมาถึงเรามากแค่ไหน แต่โดยรวมเป็นช่วงโหมโรงของช่วงถัดไป ดังนั้น จึงเป็น 4 ปีที่ไทยต้องเตรียมการในการวางตำแหน่งของตัวเอง”