เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026
Biz Movement เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ ทรงเปิดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2026
นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
Politics นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา ‘พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน’ เสียชีวิต อายุ 103 ปี
News พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา ‘พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน’ เสียชีวิต อายุ 103 ปี
เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
Finance เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
Finance PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
Biz Movement ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
Finance SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
Automotive จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
Real Estate เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
Politics แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
ดูทั้งหมด

มอง 4 บทเรียนต่างประเทศ แก้วิกฤต PM 2.5 สู่วันอากาศสะอาด

27 ม.ค. 2568 | 16:21น.
ฝุ่น PM 2.5

ส่อง 4 บทเรียน จาก 4 ประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์, จีน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แก้วิกฤต PM 2.5 อย่างไร ให้ท้องฟ้าสีครามกลับสู่ความปลอดโปร่ง 

ฝุ่น PM 2.5 เป็น 1 ปัญหาของไทยที่ลากยาวมานานนับทศวรรษ สาเหตุมาจากการที่เราไม่สามารถควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ อาทิ การเผาผลผลิตทางการเกษตร, การใช้รถยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และจากโรงงานอุตสาหกรรม ได้อย่างเข้มงวดและจริงจัง ทำให้ฝุ่นพิษนี้กลับมาเป็นฝันร้ายซ้ำ ๆ ในทุกปี

ประกอบกับมวลอากาศเย็นที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีนพัดมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ควันที่เกิดจากมลพิษไม่สามารถพัดหายไปไหนได้ นอกจากนี้ควันยังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งกำเนิดดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนสามารถจัดการเองได้

การถอนรากถอนโคนปัญหาทั้งหมดจึงตกไปเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องหาทางป้องกัน และการจัดการปัญหา “วาระแห่งชาติ” เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชน และภาพรวมของประเทศให้สามารถเดินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหา PM 2.5 นี้ ไม่ได้มีเพียงเราเท่านั้นที่เผชิญ แต่ประเทศเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียอย่างสิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างก็เคยเผชิญมาเช่นเดียวกัน แล้วเขาจัดการเรื่องนี้อย่างไร ให้ประเทศกลับมามีท้องฟ้าที่โปร่งใสและปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน

สิงคโปร์

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สิงคโปร์เคยประสบปัญหาหมอกควันพิษจากการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ระดับ PM 2.5 เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 471 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ในปี 2556 ซึ่งเกินระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่าปลอดภัย เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินหลากหลาย โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่

ออกกฎหมายควบคุมมลพิษข้ามพรมแดน : สิงคโปร์ได้ออกกฎหมาย “Transboundary Haze Pollution Act” ที่จะเรียกเก็บค่าปรับ 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน (สูงสุด 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) หากพบว่าบริษัทต่างชาติมีการดำเนินกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในประเทศ ตั้งแต่ปี 2557

ความร่วมมือระดับภูมิภาค ผ่าน “ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน” (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) ร่วมกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย

การสนับสนุนทางเทคนิคและความช่วยเหลือด้านทรัพยากรแก่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการจัดการไฟป่า การแบ่งปันเทคโนโลยีที่ช่วยลดการเผาป่า และการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเคยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ดับเพลิงเครื่องบิน C-130 เพื่อช่วยอินโดนีเซียควบคุมไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

เกาหลีใต้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการจัดการฝุ่น PM 2.5 ของเกาหลีใต้ไว้ว่า

1. ประเทศเกาหลีใต้ประสบกับฝุ่น PM 2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูหนาวเช่นเดียวกับไทย โดยรัฐบาลได้ประกาศให้ฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานจนถึงระดับที่มีผลต่อสุขภาพเป็นภัยพิบัติทางสังคม (Social Disaster) ที่ต้องจัดการแก้ไขทันทีโดยกำหนดแผนเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปี 2022

และยังให้มีการใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เรียกว่า “Comprehensive Plan on Fine Dust Management” กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น Commander สามารถสั่งการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในเมืองได้เบ็ดเสร็จ และยังสามารถยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้เมื่อภัยพิบัติหมดไป

2. ในวันที่คาดว่า คุณภาพอากาศในกรุงโซลจะมีค่าเกินค่ามาตรฐานในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยตามแผนผู้ว่าการกรุงโซลมีอำนาจประกาศให้ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนได้ฟรี เช่น รถไฟฟ้าใต้ดินและบนดิน รถ ขนส่งสาธารณะ รถไฟ เป็นต้น ในช่วงเวลาเร่งด่วนตั้งแต่ 05.00-09.00 น. และช่วงเวลา 18.00-21.00 น.

และขอความร่วมมือประชาชนไม่ต้องนำรถยนต์ออกมาวิ่งบนถนนในช่วงเวลาดังกล่าว รวมทั้งสั่งลดกำลังการผลิตของโรงงานที่ใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง, ตั้งเขตห้ามนำรถยนต์ดีเซลเก่าวิ่งเข้าเมืองตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์, ให้เปลี่ยนรถบัสโดยสารในเมืองต้องเป็นรถยนต์ EV ทั้งหมด, สั่งห้ามเผาในที่โล่ง เป็นต้น

ทั้งนี้เกาหลีใต้สามารถพยากรณ์คุณภาพอากาศและคาดการณ์ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำอย่างน้อย 5 วัน โดยผู้ว่าการกรุงโซลจะประกาศให้ประชาชนทราบและเสนอมาตรการดังกล่าวออกไป

ผู้ว่าการกรุงโซลทุกสมัยจะต้องมีนโยบายดังกล่าวอย่างชัดเจน ยึดหลัก “คุณภาพชีวิตของประชาชนยิ่งใหญ่กว่าเงินตราที่เสียไป (The value of human beings is far greater than that of money)” ถึงแม้จะเสียรายได้มหาศาลก็ไม่เป็นไร แต่มูลค่าสุขภาพอนามัยของประชาชนต้องมาก่อน

3. ปี 2565 เกาหลีใต้ได้จัดการแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศให้ลดลงได้อย่างมาก เช่น

  • ใช้รถเครื่องยนต์และน้ำมัน Euro 6
  • เริ่มใช้รถยนต์ EV
  • ยกเลิกสถานประกอบการและโรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง
  • เพิ่มสวนสาธารณะโดยมีขนาดของพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็น 27.8% ของพื้นที่กรุงโซลและมีสวนสาธารณะขนาดต่าง ๆ มากกว่า 2200 แห่ง เป็นต้น

ประกอบกับข้อมูลจาก กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เรื่องการ “เพิ่มพื้นที่สีเขียว” ในปี 2565 องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นโซล ประเทศเกาหลีใต้ เตรียมปลูกต้นไม้ให้ได้จำนวน 30 ล้านต้น เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง และลดความร้อนให้กับเมือง

นอกจากนั้นจะมีการปลูกต้นไม้ 2.1 ล้านต้นตามแนวทางหลวงสายสำคัญ เช่น สาย Olympic-daero และสาย Gangbyeonbuk-ro เพื่อสร้างป่าที่ช่วยกำจัดฝุ่นละอองจากท้องถนน, ปลูกต้นไม้ 1.15 ล้านต้น ตามแนวแม่น้ำ Han เพื่อให้เกิดการฟอกอากาศให้สดชื่นขึ้น

และยังมีการปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาบนเกาะกลาง ถนนบนเส้นทางที่มีควันจากท่อไอเสียมากที่สุด 100 แห่ง รวมทั้งสิ้นเป็นงบประมาณกว่า 480 พันล้านวอน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ก็ยังประสบกับฝุ่นละอองที่พัดข้ามแดนจากประเทศจีนในบางช่วงเวลาเท่านั้น แต่ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงโซลในปี 2024 ลดลงถึง 75% สภาพอากาศดีเยี่ยมถึงปานกลาง

จีน

ย้อนกลับไปทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนเผชิญหน้ากับปัญหาฝุ่นควันอย่างหนักจนกลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม โรงงาน และการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ทำให้ความต้องการในพลังงาน เชื้อเพลิง และจำนวนยานพาหนะเพิ่มขึ้น สร้างความกดดันต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพอากาศ

ฝุ่นควันที่เกิดจากเหตุผลข้างต้น ทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ในจีนพุ่งสูงขึ้น ในปี 2556 ค่าฝุ่นพุ่งแตะ 101.56 มคก./ลบ.ม. ประกอบกับงานวิจัยจาก Global Burden of Disease ระบุว่า PM 2.5 เป็นสาเหตุให้คนจีนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 1.4 ล้านคน

เดือนกันยายนในปีเดียวกัน รัฐบาลจีนจึงประกาศจัดการฝุ่น PM 2.5 ด้วยการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ อาทิ

  • จำกัดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนในเมืองหลัก
  • ห้ามตั้งโรงงานถ่านหินในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง
  • ลดการปล่อยควันพิษในโรงงานถ่านหิน หรือสั่งปิดโรงงานที่มีอยู่
  • ลดกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่มีมลพิษสูง เช่น การผลิตเหล็กและเหล็กกล้า
  • กำหนดเป้าหมายสิ่งแวดล้อมให้รัฐบาลท้องถิ่น
  • ใช้เครื่องทำความร้อนแบบไฟฟ้าหรือแก๊สในบ้านเรือนแทนการใช้หม้อไอน้ำที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง
  • ขยายทางรถไฟในเขตเมืองเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว
  • กำหนดเขตปลดปล่อยมลพิษต่ำ (LEZs)
  • กำหนดแผนการปราบปรามฝุ่นควันในระยะ 5 ปี
  • รัฐบาลสามารถประกาศมาตรการระยะสั้นเมื่อต้องการ อาทิ ปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อให้ฝุ่นควันลดลงสำหรับอีเวนต์สำคัญ ๆ เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
  • ทุ่มเงินงบประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างป่าและปลูกป่าใน 12 มณฑล
  • ให้เงินอุดหนุนประชาชนซื้อรถคันใหม่ โละทิ้งรถเก่า ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก รถเมล์ หรือรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตัวการของการปล่อยฝุ่นควันพิษ

นอกจากนี้ ปี 2559 รัฐบาลจีนยังสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพอากาศโดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ติดตั้งเซ็นเซอร์คุณภาพสูงมากกว่า 1,000 ตัว ทั่วกรุงปักกิ่งเพื่อวัดระดับฝุ่น PM 2.5 ช่วยให้สามารถระบุพื้นที่และเวลาที่ฝุ่นพิษมีความเข้มข้นสูงได้อย่างแม่นยำ

ต่อมาในปี 2561 จีนเปิดตัวแผนปฏิบัติการ 3 ปี ตั้งเป้าลดฝุ่น PM 2.5 ในทุกเมืองของจีน จากที่แผนระยะแรกใช้กับเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย์ และเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจปากแม่น้ำแยงซีเกียง จากความพยายามตลอดปี 2556-2560 ทำให้ค่าฝุ่นในกรุงปักกิ่งลดลง 33% จาก 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเหลือ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ 15% ในเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจปากแม่น้ำแยงซีเกียง

นอกจากนี้ในปี 2564 ในกรุงปักกิ่งยังมีวันที่อากาศคุณภาพดีถึง 288 วัน เมื่อเทียบกับปี 2013 ที่มีเพียง 176 วัน รายงานของสถาบันนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่า หากจีนลดฝุ่น PM 2.5 ได้ต่อเนื่องอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนจีนจะเพิ่มขึ้น 2.2 ปี

ญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปเดือนธันวาคม 2556 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชุดนโยบายเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และมาตรการลดการปล่อยฝุ่น PM 2.5 ของประเทศอย่างจริงจัง และประกาศเพิ่มเติมนโยบายการลดการปล่อยอนุภาคขนาดเล็กในประเทศ

ภายหลังจากที่เคยประสบปัญหามลพิษอากาศรุนแรงจากฝุ่นละอองยาวต่อเนื่องเป็นปี ส่วนหนึ่งของนโยบาย ประกอบด้วย

1. การส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการหลายอย่างที่ครอบคลุมถึงการลดการปล่อยฝุ่น PM 2.5 อันรวมถึงการเสริมสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารมลพิษทางอากาศเหล่านี้ให้เข้มแข็งและแม่นยำมากขึ้น เช่น ระบบการติดตามและเฝ้าระวัง ปรับปรุงโมเดลพยากรณ์อากาศ ปรับปรุงฐานข้อมูลและรายชื่อแหล่งกำเนิดมลพิษ

2. การส่งเสริมความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อให้บรรลุการจัดการสิ่งแวดล้อมทางอากาศในระดับภูมิภาคเอเชีย สำหรับมาตรการระดับพื้นที่คือ เพิ่มการติดตาม กำกับ และควบคุมการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการปล่อยเขม่า NOX, VOCs และการส่งเสริมให้มีระบบการรับรองมาตรฐานสถานีเติมเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่ออากาศ เป็นต้น

ผลจากการดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ทำให้สถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของสถานีตรวจวัดมลพิษทางอากาศตั้งแต่ปี 2556-2560 มีค่าเฉลี่ยลดลง

การดำเนินนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาพรวมของประเทศประสบความสำเร็จสูงเกือบ 90% กล่าวคือ ในปี 2559 และ 2560 พื้นที่ทั่วไปมีมลพิษทางอากาศลดลง 88.7% และ 89.9% สถานีตรวจวัดอากาศริมถนนมีค่าลดลง 88.3% และ 86.2% ตามลำดับ

นอกจากการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงตามที่กล่าวถึงข้างต้นอย่างเข้มงวดแล้ว ยังมีกฎหมายอื่นที่มีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อการจัดการคุณภาพอากาศในประเทศญี่ปุ่นด้วย นั่นคือ

1) กฎหมายว่าด้วยการชดเชยความเสียหายทางสุขภาพจากมลพิษ (Law Concerning Pollution-related Health Damage Compensation) ใช้ในปี 2517 กำหนดให้มีการจัดตั้งระบบการชดเชยความเสียหายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ (Pollution-related Health Damage Compensation System : PHDCS)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลประโยชน์ชดเชย เช่น การประกันสุขภาพและเงินช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพหรือสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย แก่ผู้ป่วยด้วยโรคที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ว่ามีสาเหตุจากมลพิษทางอากาศ

2) กฎหมายว่าด้วยระบบการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษและการส่งเสริมการจัดการสารเคมี (Law for PRTR and Promotion of Chemical Management) มุ่งไปที่การส่งเสริมเรื่องการปรับปรุงระบบการจัดการสารเคมีของภาคอุตสาหกรรมและการป้องกันมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

โดยเมื่อภาคเอกชนปลดปล่อยหรือมีการเคลื่อนย้ายสารอันตรายที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่กฎหมายควบคุม จะต้องรายงานปริมาณและชื่อสารเคมีนั้น ๆ ให้หน่วยงานของกระทรวงเศรษฐกิจฯ และกระทรวงสิ่งแวดล้อม ให้รับทราบพร้อมกันและรวบรวมเป็นฐานข้อมูลของประเทศ

ข้อมูลจากรายงานเหล่านี้ต้องเผยแพร่สู่สาธารณะบนเว็บไซต์ของทั้ง 2 กระทรวง และทุกคนสามารถขอให้ผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยข้อมูลตามที่ต้องการ

กฎหมายนี้ไม่ได้มุ่งกำกับและควบคุมการปลดปล่อยสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม หรือกำหนดให้แหล่งกำเนิดต้องลดการปล่อยมลพิษ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยภาคธุรกิจให้สามารถตรวจสอบการรั่วไหลของสารเคมีตามที่กฎหมายควบคุม รวมทั้งสามารถจัดการสารเคมีภายในสถานประกอบการให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย [26]

ผลการใช้กฎหมาย PRTR ทำให้แหล่งกำเนิดที่อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายต้องส่งรายงานต่อทั้ง 2 กระทรวง สามารถลดการปล่อยมลพิษสู่ดิน น้ำ และอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละปี

โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่มีการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 219,000 ตันในปี พ.ศ. 2544 ได้ลดลงเหลือ 196,000 ตันในปี 2553

ข้อมูลจาก CNN , Earth ORG , hindustantimes และ มูลนิธิบูรณะนิเวศ