เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
ดูทั้งหมด

จับสัญญาณความผันผวนค่าเงิน

15 มิ.ย. 2561 | 07:10น.

คอลัมน์ เปิดมุมมอง

โดย วชิรวัฒน์ บานชื่น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส Economic Intelligence Center

 

อย่างที่เราทราบกันดีว่าค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนค่อนข้างสูง ในปีที่แล้วเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่หลายคนได้เรียนกัน เพราะการที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ควรแข็งค่าตามไปด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ค่าเงินดอลลาร์กลับโน้มอ่อนค่าลง ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 10% ในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่สองของปีนี้ ค่าเงินดอลลาร์เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาครวมถึงเงินบาท ทั้งที่ Fed ก็ยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดเหมือนปีที่แล้ว บทความนี้จะเล่าถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผันผวนข้างต้นขึ้น และมุมมองค่าเงินบาทในระยะต่อไป

ปัจจัยทำให้เงินบาทผันผวน

ประเด็นแรกที่ต้องพูดถึงคือเรื่องการคาดการณ์ของนักลงทุนหรือที่เรียกว่า “price-in” กล่าวคือ แม้ Fed จะทำการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ก็เป็นสิ่งที่ได้เคย “สัญญา” ไว้กับตลาดอยู่ก่อนแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่จึงได้ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนหรือวาง position การลงทุนไว้ล่วงหน้า

ดังนั้น เมื่อ Fed ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย “ตามคาด” ค่าเงินดอลลาร์จึงไม่ได้แข็งค่าขึ้นเท่าที่ควร ขณะที่ในปีที่แล้วตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ล้วนออกมาดีกว่าคาด ทำให้นักลงทุนปรับการคาดการณ์การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางของกลุ่มประเทศอื่น ๆ เช่น ECB และ BOJ ที่อาจจะเข้มข้นขึ้น จึงทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่สองปีนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐกลับออกมาดีกว่าคาด ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้นักลงทุนกลับมาปรับคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินอีกครั้ง

โดยมองว่า Fed มีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างเข้มข้นขึ้น (hawkish) ในขณะที่ ECB และ BOJ มีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างผ่อนคลายต่อเนื่อง (dovish) ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยคาดการณ์ (forward) ระหว่าง Fed และ ECB กลับมากว้างขึ้น เราจึงเห็นค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าพร้อมกับเงินบาทที่อ่อนค่าลง

ปัจจัยต่อมาคือ เงินทุนหมุนเวียน (portfolio flows) ในปีที่แล้วพบว่ามีเงินทุนไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาก

ในขณะเดียวกัน สหรัฐก็มีข่าวความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งเรื่องความพยายามปรับแก้นโยบาย Obama care การดำเนินนโยบายการคลังที่จะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและก่อหนี้จำนวนมาก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ผ่านมากลับพบว่าเงินทุนเริ่มไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ซึ่งเป็นเพราะภาวะการเงินของตลาดโลกตึงตัวขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐที่สูงขึ้น

นำไปสู่ความกังวลต่อเสถียรภาพของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เช่น อาร์เจนตินา และตุรกี ทำให้นักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงลง (risk-off) จึงเป็นสาเหตุให้เงินไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินภูมิภาคจึงอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ด้วย คือ การเพิ่ม/ลดน้ำหนักในการถือครองดอลลาร์ (holding position) จากข้อมูลของ Bloomberg ที่รวบรวมสถิติการถือครองดอลลาร์ของนักลงทุนและกองทุนต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น พบว่าในปี 2017 นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ขายสกุลเงินดอลลาร์เพื่อลดการถือครองลง (short USD position)

แต่เทรนด์การลงทุนนี้กลับเปลี่ยนทิศในไตรมาสล่าสุด โดยพบว่านักลงทุนทยอยกลับมาเพิ่มการถือครองดอลลาร์ แม้โดยรวมแล้วยังเป็น short position อยู่ จึงทำให้การแข็งค่าของดอลลาร์ได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม

เงินบาทมักแข็งค่ากว่าสกุลอื่น

การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถอธิบายการเคลื่อนไหวของเงินบาทได้ทั้งหมด เพราะหากเปรียบเทียบเงินบาทต่อดอลลาร์ กับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่งที่สำคัญของไทยแล้ว พบว่าในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทจะแข็งค่ามากกว่าเงินสกุลอื่น ๆ เมื่อค่าเงินอยู่ในทิศทางแข็งค่า และอ่อนค่าน้อยกว่าในช่วงที่ค่าเงินภูมิภาคอ่อนค่าลง ซึ่งสะท้อนได้จากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ที่ยังคงปรับแข็งค่าขึ้น 2% ในปีนี้

โดยมีสาเหตุหลักจาก 1) สถานะทางการเงินระหว่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 10.6% ต่อ GDP 2) เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด

และ 3) อัตราผลตอบแทนของการลงทุนในเงินบาทที่ยังมีความน่าสนใจ แม้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (carry) จะไม่สูงมากนัก แต่ก็ชดเชยด้วยความผันผวนของเงินบาทที่อยู่ในระดับต่ำ

ด้วย 3 ปัจจัยนี้ จึงส่งผลให้เงินบาทมีสถานะเหมือนสินทรัพย์ปลอดภัยในภูมิภาค (regional safe haven)

แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไป

อีไอซีมองว่า ณ สิ้นปีมีโอกาสที่เงินบาทอาจแข็งค่าอยู่ใน range 31-32 บาทต่อดอลลาร์ จาก 1) เศรษฐกิจโลกโดยรวมที่จะสามารถขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่คาดการณ์ว่า global GDP จะขยายตัว 3.9% ในปี 2018 ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ ที่จะเข้มข้นขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐ

2) ราคาน้ำมันที่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับนโยบายกีดกันทางการค้าที่น่าจะทุเลาลงจะช่วยให้มูลค่าการค้าโลกขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกค่อนข้างมาก

3) แม้จะมีความเปราะบางในบางประเทศตลาดเกิดใหม่อยู่บ้าง แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียที่อยู่ในเกณฑ์ดี จะทำให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนตามความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ได้จึงทำให้เม็ดเงินลงทุนจะกลับมาสู่กลุ่มประเทศภูมิภาครวมถึงไทย

และ 4) การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่คาดการณ์ว่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ จะช่วยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีแนวโน้มเข้ามาในประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าได้อย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มค่าเงินบาทจะยังมีความผันผวนและอาจมีทิศทางแตกต่างจากที่คาดการณ์ได้ หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง และส่งผลเสียต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ หากอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ Fed ต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่า 4 ครั้งในปี 2018 ก็จะส่งผลต่อเงินทุนหมุนเวียนที่อาจไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย โดยปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่ประเมินไว้ได้