จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
‘จุลพันธ์’ รมช.คลัง มั่นใจรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ทั้งท่องเที่ยว-ลงทุน-แจกเงินหมื่นเฟส 3 หนุนจีดีพีปี’68 ถึงเป้า 3.5% ได้ ชี้รัฐบาลจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ใกล้ชิด-อยากให้มองเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนา ECONOMIC DRIVES 2025 ว่า ในปีนี้รัฐบาลได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากกว่า 3% โดยหากสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีก 5 แสนคน จากเป้าหมายกว่า 38 ล้านคน จะสามารถเพิ่มจีดีพีได้อีก 0.11% และหากมีเม็ดเงินลงทุนจริง 7 หมื่นล้านบาท จากการขอสิทธิประโยชน์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 1.3 ล้านล้านบาท จะช่วยเพิ่มจีดีพีได้อีก 0.1%
“ดังนั้น โจทย์เราไม่ใช่แค่ดันจีดีพีให้ได้ 3% แต่เราตั้งเป้าจะทำให้ได้ถึง 3.5% ถ้ารัฐบาลทำได้จะขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนสังคมฟื้นได้”
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนในปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตที่ 3.3% ด้านการส่งออกคาดจะเติบโตได้ 4.4% ส่วนการลงทุนภาครัฐในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.4% โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายการลงทุนปีนี้อยู่ที่ 80% ซึ่งสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 75%
ด้านโครงการ แจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ระยะที่ 3 (เฟส 3) ล่าสุดจากการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า จะสามารถดำเนินการได้ไม่เกินไตรมาส 2/68 อย่างแน่นอน โดยหลังจากนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเดือน ก.พ.นี้ และนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีความพร้อมทั้งเม็ดเงิน และการเชื่อมระบบที่ได้หารือกับสถาบันการเงินเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามในระยะที่ 3 นั้นจะมีการปรับเงื่อนไขบางอย่าง เพื่อให้กลไกในการหมุนของเม็ดเงินง่ายขึ้นและให้ประชาชนสามารถนำเม็ดเงินไปเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเดินหน้าธุรกิจได้ง่ายขึ้น
โดยการจ่ายเงินเฟส 3 จะมีเม็ดเงินราว 1.5 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่จะไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งได้มีการประเมินว่า ด้วยกลไกการจ่ายเงินที่จะมีความผ่อนปรนนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.37% และหากว่า มีการใช้จ่ายทั้ง 100% จะเพิ่ม GDP ได้อีกไม่ต่ำกว่า 0.1%
นอกจากนี้รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการอื่น ๆ เช่น โครงการบ้านเพื่อคนไทย การกระตุ้นการท่องเที่ยว และการเร่งรัดโครงการการลงทุนของภาคเอกชนหลังได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้ว ซึ่งหากสามารถทำได้หมดก็เชื่อมั่นว่าจีดีพีไทยปี 2568 จะโตสูงกว่า 3% จนไปถึง 3.5%
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก สงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งรัฐบาลมีความเป็นห่วงในประเด็นดังกล่าว โดยกระทรวงการคลังได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ไม่อยากให้มองว่าเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรค แต่ควรมองว่าเป็นโอกาส และเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น
“ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ค่อนข้างควบคุมได้ แนวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของโลกเริ่มลดความตึงเครียดลง ดังนั้นในส่วนของไทย ทั้งนโยบายการเงินและการคลัง เชื่อว่าสุดท้ายก็จะต้องปรับตัวและล้อไปตามแนวทางของโลกเช่นเดียวกัน” นายจุลพันธ์ กล่าว