Skip to content

จี้ทุกกระทรวงผนึกกำลัง ทำ KPI ลดฝุ่นรายกระทรวง

13 ก.พ. 2568 | 07:11น.
จี้ทุกกระทรวงผนึกกำลัง ทำ KPI ลดฝุ่นรายกระทรวง
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ปกคลุมด้วยฝุ่น “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้ากลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ผู้ริเริ่มก่อตั้งสถานีตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศ (KU TOWER) ถึงแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

Q : ต้นตอฝุ่นของไทยมาจากไหน

ยกตัวอย่าง พื้นที่ กทม. ฝุ่นขนาดเล็กที่อยู่ในอากาศได้นาน อาจเดินทางจากจีน กัมพูชา มาถึง กทม. มีโอกาสเป็นไปได้ แล้วแต่ทิศทางลม โดยฝุ่นจะลอยเข้ามา กทม.ในเวลากลางวัน เพราะอากาศเคลื่อนที่ได้ พอค่ำอากาศเริ่มเย็น ฝุ่นจมตัวลง ทำให้ตอนกลางคืน ฝุ่นจะโตขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขฝุ่นขึ้นไประดับ 80-90-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพราะถ้าเกิดฝุ่นใน กทม.อย่างเดียว ไม่ได้มาจากข้างนอก ค่าฝุ่นอยู่ที่ 50-60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

เสา KU TOWER มีความสูง 117 เมตร การวัดมีระดับ 10, 30, 50, 75 และ 110 เมตร เห็นชัดเจนเป็นฝุ่นจากนอก กทม.ลอยเข้ามา เพราะถ้าบอกว่าเป็นฝุ่นในพื้นที่ กทม. ค่าที่วัดได้ต้องมากตั้งแต่ข้างล่างไปจนถึงข้างบน แต่นี่ข้างบนมันมาก เหมือนเป็นชั้นที่ลอยเข้ามา ฉะนั้นฝุ่นในกรุงเทพฯจึงมีหลายสาเหตุ มีทั้งฝุ่นในพื้นที่เองที่มีอยู่แล้ว แต่ที่ค่อนข้างวิตกกัน คือ ตัวเลขฝุ่นที่สูงจาก 2 พื้นที่เข้ามาเจอกัน

วิธีการจัดการต่าง ๆ จะไม่เหมือนกัน ฝุ่นในพื้นที่คนรับผิดชอบก็กลุ่มหนึ่ง แต่เผาข้างนอกก็อีกแบบหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถทำได้หมด เพราะผู้ว่าฯไม่สามารถไปควบคุมการเผาข้างนอกได้ ยิ่งการเผาในประเทศเพื่อนบ้านยิ่งคุมไม่ได้เลย

Q : เชียงใหม่เผาพืชเกษตรมาก แต่มีบางคนบอกสาเหตุหลักมาจากฝุ่นทุติยภูมิ

เป็นประเด็นที่น่ากังวลที่จะทำให้สังคมไขว้เขว มีการออกมาให้ข้อมูลว่าจะนำเทคนิค “Mass Spectrometry” และเครื่องมือ Aerosol Chemical Speciation Monitor หรือ ACSM ซึ่งเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีใช้ มาใช้ สามารถแยกต้นตอของฝุ่นได้ และสรุปว่า ต้นตอฝุ่นส่วนใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นฝุ่นทุติยภูมิ คือเป็นฝุ่นที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ ไม่ได้มาจากการเผาไหม้ และรถยนต์ ข้อมูลนี้จะทำให้คนเกิดความสับสน

ประเทศไทยแตกต่างจากในยุโรป หลายประเทศในยุโรปเอาฝุ่นที่มาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง (Primary Source) เช่น การเผาไหม้พื้นที่เพาะปลูก การคมนาคมออกหมดแล้ว ทำให้เหลือแต่ “ฝุ่นทุติยภูมิ” ในชั้นบรรยากาศ ถ้าประเทศไทยจะใช้เครื่องมือนี้วัด ต้องเอาฝุ่น Primary Source ออกไปให้หมดก่อน
สมมุติว่าเชียงใหม่มีแต่ฝุ่นทุติยภูมิ คงไม่ต้องรอให้ถึงฤดูเผา ค่าฝุ่นต้องสูง แต่ยังไม่สูง เพราะยังไม่ได้เผา การจะนำข้อมูลอะไรมาวิเคราะห์ต้องใช้ระยะเวลาการเก็บตัวอย่างพอสมควร

ฝุ่น

Q : ไทยมีฝุ่นทุติยภูมิหรือไม่

มีครับ แต่วงรอบไม่เหมือนกัน ความหนัก-เบาแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน กทม.พบว่ามีฝุ่นทุติยภูมิ ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับแหล่งกำเนิดอื่น เช่น การเผาไหม้โดยตรง ฝุ่นไม่ได้มีอย่างเดียว ฝุ่นมีตามช่วงเวลา ถ้าเลยฤดูฝุ่นไป สัดส่วนไม่เหมือนกัน

ฝุ่นเริ่มจริง ๆ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ลมจะมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มมีความเย็นเข้ามา ความเย็นจะทำให้อากาศเริ่มหนัก หมายความว่าอากาศนิ่งมากขึ้น ฝุ่นเดิมแห้งอยู่ พอเวลากลางคืน อุณหภูมิต่ำ อากาศเริ่มเย็น จะมีความชื้นในอากาศมากขึ้น ฝุ่นเหล่านี้จะดึงเอาน้ำเข้าไป ทำให้ฝุ่นที่อยู่ในพื้นที่เริ่มโตขึ้น

ดังนั้น พอเวลาวัดด้วยเครื่องมือจะพบว่า ในช่วงเวลากลางคืนฝุ่นเริ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ผมจะเรียกว่า “ฝุ่นหลังเที่ยงคืน” ตอนนี้อากาศเย็นมาถึงช่วงสาย ๆ อากาศจะเริ่มหนักด้วย และเกิดภาวะ “อุณหภูมิผกผัน” หรือเรียกกันว่า “ฝาชีครอบ”

ปกติจากพื้นดินอากาศยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่เมื่อ “อุณหภูมิผกผัน” กลายเป็นว่า “ข้างล่างเย็น แต่ข้างบนอุ่นกว่า พอข้างบนอุ่นกว่า อากาศจะไม่ลอยขึ้น มันเหมือนมีการสะสมอยู่ข้างใน เหมือนฝาชีครอบ เพราะอากาศไม่มีการเคลื่อนที่ พอลอยไม่ได้ ด้านข้างก็ไม่เข้ามา ฉะนั้น ทั้งลมในแนวนอนจะหายไปด้วย คือ กรมอุตุนิยมวิทยา จะใช้คำว่า “อัตราการระบายอากาศต่ำ”

ด้วยเหตุผลว่า ชั้นเพดานอากาศเตี้ย ลมด้านข้างไม่ไหลเข้ามา พอเป็นปัญหาแบบนี้ ไม่ว่าฝุ่นหรืออะไรก็ตามที่สะสมอยู่ข้างใน ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ค่าจะสูงมาก ช่วงต้นฤดูฝุ่นก็จะสูงขึ้นอีกสเต็ป ตัวเลขอาจจะตกอยู่ที่ 40-60%

Q : แหล่งกำเนิดฝุ่นทุติยภูมิ

ฝุ่นทุติยภูมิ คือ ฝุ่นขนาดเล็กหรือละอองลอยในอากาศ ที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีหรือการเปลี่ยนรูปในบรรยากาศของก๊าซสารตั้งต้นบางประเภท เช่น ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซแอมโมเนีย (NH3) และกลุ่มก๊าซสารอินทรีย์ระเหยง่ายอีกจำนวนมาก ทำให้เกิดเป็นสารมลพิษในอากาศ

มาจากการทำปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ ตัวองค์ประกอบหลักประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ที่ลอยขึ้นไปในบรรยากาศ ซึ่งแหล่งกำเนิดของฝุ่นทุติยภูมิมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น โรงงาน รถยนต์ บวกกับกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น เบนซิน การใช้พวกสเปรย์ต่าง ๆ ที่มีตัวทำละลาย พอพวกนี้โดนแสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างแรง ทำให้พลังงานมีการแตกตัว ทำปฏิกิริยาในบรรยากาศ จะได้ “ฝุ่นขนาดเล็ก” ขึ้นมา เป็นฝุ่นทุกตัวที่ต่ำกว่า 2.5 ลงมา

เมื่อเราหาตัวผู้ก่อมลพิษได้ เนื่องจากรู้ว่าองค์ประกอบของฝุ่นแต่ละชนิดมาจากกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้แหล่งที่มาของฝุ่น เราจะแก้ปัญหาได้ทันท่วงที นี่คือหัวใจ สิ่งที่อยากนำเสนอออกไป แต่หากเราคิดว่าฝุ่นทุกอย่างมันเหมือนกันหมดทั้งปี มันไม่ใช่ เพราะบางช่วงเวลาฝุ่นลอยมาจากข้างนอก มันต้องไปจัดการปัญหาข้างนอก นี่คือสิ่งที่สำคัญ

Q : เมื่อรู้ต้นตอฝุ่นแต่หลายปียังแก้ไม่ได้

เพราะทุกอย่างมาจากแหล่งกำเนิดที่มันอยู่คนละกระทรวง สิ่งที่ตามมาคือ การที่จะเข้าไปจัดการที่แหล่งกำเนิดไม่ใช่เรื่องง่าย อันนี้คือ “จุดสลบ” ของระบบราชการไทยมาตลอด คือ “การบูรณาการ” มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ไม่มียุทธศาสตร์ (Strategic)

สิ่งที่ผมอยากเห็นจริง ๆ คือ ให้เป็นวาระแห่งชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทุกกระทรวงต้องเห็นปัญหาร่วมกันที่จะลดฝุ่น แต่ที่ผ่านมาตัวชี้วัด KPI ในการลดฝุ่น อยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเดียว แต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่น ๆ ไม่มี KPI ไม่มีแผนงานที่จะลดฝุ่น ไม่เคยบูรณาการอย่างชัดเจน

แต่ถ้ามี KPI ในการลดฝุ่นอยู่ในทุกกระทรวง แล้วดันให้เป็นวาระแห่งชาติ สามารถคุยกัน มันต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ใครจะทำแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แต่ละหน่วยงานต้องสอดคล้องกัน จะมีลำดับ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูกาลฝุ่น เมื่อถึงฤดูกาลฝุ่น แผนงานที่มีขั้นตอน อะไรมาก่อนมาหลัง อะไรจะเป็นตัวจุดชนวน อะไรจะเป็นตัวแอ็กชั่น แต่ ณ ตอนนี้ เราสั่งงานเหมือนกับใครทำอะไรได้ก็ทำ ไม่มีรูปแบบ กระบวนการ ไม่มีการจัดทัพ

เปรียบเปรยฝุ่นปกติ เหมือนกับแก้วที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว ก็ไม่เกินมาตรฐาน ฝุ่นก็ไม่เกินมาตรฐาน แต่วันที่เกิด Emission แก้วนี้มันเล็กลง ไม่ได้หมายความว่าน้ำเพิ่มขึ้น แก้วเล็กลงบวกกับมีน้ำหรือฝุ่นข้างนอกมาเติม ทำให้น้ำล้นแก้ว ก็เกินมาตรฐาน การแก้ไขปัญหาจึงค่อนข้างยาก แค่เอาน้ำเท่าเดิมก็ดีแล้ว อย่าให้มีน้ำมาเติมเข้าไป นั่นคือ ปัญหาของฝุ่น

แก้วจะขยายได้ยาก การที่มีความพยายามขยายแก้ว ที่กรมฝนหลวงฯพยายามทำ บินขึ้นไปสเปรย์น้ำเย็น-เลี้ยงเมฆดูดซับระบายฝุ่นละออง เพื่อเจาะชั้นบรรยากาศข้างบน ตรงนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าทำได้ หรือไม่ได้ ก็เป็นความพยายามที่ดี แต่ต้องมีขั้นตอนในการทำ ควรต้องวิจัยให้ชัดเจน แล้วตอบสังคมให้ได้ แต่การวัดอุณหภูมิตามความสูงยังมีการแพร่กระจายของฝุ่นอยู่ ถ้ามันหายไปได้ แสดงว่าสิ่งที่ทำประสบความสำเร็จ แต่ตอนนี้ทุกคนเคลมกันหมดว่า ลดฝุ่นได้

สุดท้ายแล้ว เราต้องเข้าใจว่าธรรมชาติไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คือ แก้ว ใบนี้มีการขยาย-แล้วลด ในช่วงลด มันก็ตรงกับช่วงที่มีการเผาด้วย มันก็เลยเสริมปัญหาให้มันค่อนข้างหนัก

Q : ปีนี้หลายจังหวัดฝุ่นหนัก

กทม.ปีนี้ฝุ่นมาเร็ว ปกติตัวเลขขนาด 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ควรมาช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม แต่ปีนี้มาเร็ว มาเดือนมกราคมเลย ซึ่งผมยังแปลกใจ อาจเป็นเพราะปีนี้เผาเร็วด้วยหรือไม่ แล้วอากาศเป็นแบบนี้ จังหวะมันเหมาะ เลยทำให้ตัวเลขช่วงปลายเดือนมกราคมสูงกว่าปกติ ที่ กทม.ตัวเลขสูงมาก
เดี๋ยวจะไล่ขึ้นไปทางเหนือหนักขึ้นช่วงเดือนมีนาคม ดูตามทิศทางลม ปัญหาภาคเหนือจริง ๆ แล้ว มีปัญหาทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านมันขนาบหมดเลย มันก็ค่อนข้างหนัก

ฝุ่น

Q : ฝุ่นระหว่างประเทศแก้อย่างไร

กระทรวงการต่างประเทศต้องเริ่มมีบทบาทแล้ว มองว่าถ้าเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศต้องมีดัชนี 1 ตัว ที่เป็นตัวชี้วัดว่าลดฝุ่นได้อย่างไร ตัวอย่าง มูลนิธิชัยพัฒนา ไปช่วยคนทางลาว ปลูกกาแฟ พืชสวนที่ไม่ต้องเผา สามารถช่วยได้

หรือต้องแก้ปัญหาแบบประเทศสิงคโปร์ บริษัทจดทะเบียนอยู่ที่สิงคโปร์ หากไปทำเกษตรที่ประเทศอื่นแล้วมีการเผา จะมีระบบการลงโทษ หรือระบบในการกีดกันออกจากระบบ ต้องเอาจริงเป็นวาระแห่งชาติ ต้องเห็นปัญหาร่วมกัน ต้องอยากแก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ไม่ใช่วาระแห่งชาติ

Q : ร่าง พ.ร.บ.สะอาดยังไม่คลอด

พ.ร.บ.จะประกาศออกมาใช้ในอนาคต ผมเชื่อว่ามันเป็นความหวัง แต่ใครจะเป็นคนบังคับใช้ แล้วจะบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ จริง ๆ ประเทศไทยมีกฎหมายคุมหมดทุกอย่าง แต่ข้อที่มันเป็นจุดอ่อน คือ การบังคับใช้

ต่อไปนี้ ผมเชื่อว่าในอนาคต เราจะเจอกับภัยพิบัติ ไม่ว่าเป็นฝุ่น น้ำ อื่น ๆ ถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้น ทุกครั้งที่ต้องมานั่งรอนายกฯสั่ง ผมว่ามันไม่ใช่แล้ว เพราะภัยพิบัติไม่ได้มาเพราะนายกฯสั่ง…ผมพูดเรื่องจริง เพราะภัยพิบัติมันรอไม่ได้ ของแบบนี้ถ้าเรารู้ก่อน เรามีระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Waring) มีหมดทุกอย่าง แต่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนั้น

คนทำก็ทำไป คนปฏิบัติก็ทำอีกแบบ ไม่ได้มีการประสานงานกัน ไม่ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามี หน่วยงานเก่ง ๆ ที่ทำ Waring คาดการณ์ล่วงหน้าก็มีแล้ว แต่ควรใช้ประโยชน์จากเขาให้สัมฤทธิผล ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่า

Q : เรื่องเผาอ้อยในต่างจังหวัดควรแก้อย่างไร

การแก้ต้องกลับไปดูถึงวงจรในการปลูกอ้อย ว่าปลูกที่ไหน ปลูกด้วยพันธุ์อะไร เพราะการปลูกอ้อยถ้าวางแผนการปลูกอ้อยโดยใช้เครื่องจักรในการตัดอ้อย ระยะห่างและอื่น ๆ จะไม่เหมือนปกติ ฉะนั้นถ้าเกษตรกรยังปลูกเหมือนเดิม ผมแน่ใจได้เลยว่า การตัดอ้อยก็ยังเป็นวิธีเดิม

วิธีปลูก ถ้าหากว่ายังเห็นว่ามีการปลูกแบบนี้ จะไม่ให้เงินช่วยเหลือตั้งแต่ปลูกเลย เพราะการปลูกวิธีการ ระยะห่างจะบ่งบอกถึงวิธีการเก็บ ว่าจะใช้อะไร จะใช้รถตัดอ้อยหรือจะใช้คนตัดหรือจะเผา ไม่ใช่ว่าไปห้ามอย่างเดียว แต่ต้องมาตั้งแต่ตรงนั้น หรือต้องมาตั้งแต่ต้นทาง