เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘พิชัย’ แนะ 2 ทางรอด ‘เอสเอ็มอีไทย’ ต้องอัพสกิล-รีสกิล อัพเกรดโครงสร้างธุรกิจใหม่

12 ก.พ. 2568 | 16:21น.
พิชัย ชุณหวชิร

พิชัย ชุณหวชิร

‘พิชัย’ รมว.คลัง แนะ 2 ทางรอด ‘เอสเอ็มอีไทย’ เปลี่ยนแปลงไม่ทันตามบริบทของโลก ย้ำต้องอัพสกิล-รีสกิล อัพเกรดโครงสร้างธุรกิจใหม่ ย้ำหากเปลี่ยนก่อนรอดก่อน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ปลุกพลังสินค้าและเศรษฐกิจไทยด้วย MiT” ภายในงาน FTI Expo 2025 ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอสเอ็มอี เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเมื่อ 25 ปีก่อน ได้มีการลงทุนจากต่างประเทศที่ค่อนข้างสูง ทำให้เกิดการลงทุนในระลอกต่อไปกับผู้ประกอบการในประเทศทั้งรายเล็กรายใหญ่

ประเทศไทยเคยมีเงินลงทุน 30-40% ของ GDP แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 20% นั่นสะท้อนว่าการลงทุนในประเทศไทยมันขาดหายไป โดยไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา มันไม่มีคนเริ่ม จึงไม่มีการลงทุนจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไม่ทันตามบริบทของโลก ในขณะที่เอสเอ็มอีจํานวนมากประสบปัญหาเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมาช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดอะไรขึ้น วันนี้สิ่งที่ต้องทำวันนี้อยู่ 2 บริบท คือ

1.จะทํายังไงที่จะทําให้เอสเอ็มอีของไทย มีขีดความสามารถในการที่จะทํางานธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ให้ไปตามทิศทางของโลก

“โลกวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่ามันเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน โดยเฉพาะนวัตกรรม ดังนั้นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการต่าง ๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางการเงิน ทุกอย่างจะต้องเป็นไปในทางที่พึ่งพานวัตกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นไม่มีธุรกิจไหนที่จะไปไม่ได้ โดยที่ไม่พึ่งพานวัตกรรม” นายพิชัยกล่าว

2.ความรวดเร็ว ในการแลกเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ และสมบัติในโลกนี้เริ่มมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ไม่จําเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เครื่องจักรโรงงาน โดยสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ก็เริ่มมีคุณค่ามากขึ้น ดังนั้น Digital Economy ก็จึงเป็นส่วนสําคัญที่ทิศทางผลกระทบโดยทั่วไป สําหรับเอสเอ็มอี เชื่อว่าหลาย ๆ ภาค อาจจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างให้สอดคล้อง

ก็คือต้อง อัพสกิล รีสกิล และอัพเกรด โครงสร้างทางธุรกิจใหม่ให้สอดคล้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนวัตกรรม และกรีน หากไม่ทำมันจะมีผลต่อการค้าขายกันระหว่างประเทศ รวมถึงในประเทศด้วยเช่นกัน รวมถึงเรื่องของ BCG ความสะอาด สิ่งแวดล้อม ต้องทำแม้ว่ามันจะเป็นต้นทุน แต่มันทำให้สินค้าดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น หากเปลี่ยนก่อนต้นทุนเกิดก่อนแต่รอดก่อน

ดังนั้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดโครงการ Made in Thailand (MiT) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การสนับสนุนสินค้าไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จะช่วยลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และกระจายรายได้สู่ประชาชนในทุกระดับ เมื่อดูงบประมาณที่ใช้ลงทุนแต่ละปีประมาณ 800,000 ล้านบาทนั้น มาซื้อขายกับภาครัฐได้ประมาณ 10% กว่าเท่านั้น มันยังเป็นตัวเลขที่น้อยอยู่ เชื่อว่ามันน่าจะเพิ่มได้อีก

“MiT มันมีคณะกรรมการกลั่นกรองคุณภาพสินค้าอยู่ ดังนั้น ไทยมีแต้มต่อแล้ว ที่เหลือเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่โลกต้องการ แข่งขันได้ ผู้ประกอบการต้องใช้แต้มต่อที่มีอยู่นี้ให้ได้มากที่สุด ด้วยการซื้อขายกับภาครัฐและนำไปสู่การเรียน” นายพิชัยกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พิชัย ชุณหวชิร