ธปท.เผยสินเชื่อระบบแบงก์ปี’67 หดตัว -0.4% นับตั้งแต่ปี’52 ชี้เช่าซื้อยังดิ่งแรง -9.9%
ธปท.เผยภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2567 หดตัว -0.4% นับตั้งแต่ปี 2552 ชี้สินเชื่อเช่าซื้อยังหดตัวแรง -9.9% ด้านหนี้เสียปรับลดลง 2 หมื่นล้านบาท เหลือ 5.3 แสนล้านบาท เหตุแบงก์เร่งปรับโครงสร้างหนี้ ขยับหนี้เสียเข้าสู่ Stage 2 ส่วนมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” มีลูกค้าลงทะเบียนแล้ว 9.9 แสนบัญชี แต่มีลูกค้าเข้าเกณฑ์ 38% เหตุลูกหนี้กังวลก่อหนี้เพิ่ม-รายงานเครดิตบูโร เร่งปรับการสื่อสาร
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2567 หดตัว -0.4% ถือเป็นการติดลบสูงสุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 และเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปี 2566 ที่สินเชื่อหดตัว -0.3%
โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัว 0.5% มาจากสินเชื่อรายใหญ่ที่ขยายตัว 2% หากรวมสินเชื่อภาครัฐจะขยายตัว 3.4% ซึ่งมาจากธุรกิจหันมาขอสินเชื่อผ่านธนาคารมากขึ้น สะท้อนจากการระดมทุนผ่านตลาดติดลบ -2.5% ติดต่อกัน 3 ไตรมาส และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หดตัว -5.0% จากเดิม -5.7%
ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อรายย่อยหดตัวทุกประเภทสินเชื่ออยู่ที่ -1.9% โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่หดตัว -9.9% เป็นการหดตัวไตรมาส 4 ซึ่งเป็นผลมาจากธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เพราะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่า ธปท.จะเห็นสัญญาณการยึดรถเข้าลานประมูลน้อยลง ทำให้ราคารถมือสองกลับมาปรับดีขึ้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ ธปท.ต้องจับตาดูอยู่
“ภาพรวมสินเชื่อที่หายไปและหดตัว ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เพราะจากเครดิตผู้กู้ และความต้องการสินเชื่อของธุรกิจที่ไม่ได้ลงทุน อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่เราวางโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Open Data หรือการค้ำประกันรูปแบบใหม่ น่าจะช่วยเรื่องสินเชื่อได้”
นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปี 2567 ปรับลดลงทั้งปริมาณและสัดส่วน โดยปริมาณหนี้เสียอยู่ที่ 5.50 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.78% ลดลงจากไตรมาส 3/2567 ที่อยู่ 5.3 แสนล้านบาท หรืออยู่ที่ 2.97% คิดเป็นหนี้เสียปรับลดลงราว 2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการปรับลดลงในรอบหลายไตรมาส ยกเว้นสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่เอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.82% เป็น 3.88%
อย่างไรก็ดี คาดว่า “มาตรการคุณสู้ เราช่วย” จะทำให้หนี้เสียของสินเชื่อที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นในรอบไตรมาสถัดไป
โดยเอ็นพีแอลสินเชื่อธุรกิจปรับลดลงจาก 3.24% ในไตรมาส 3/2567 มาอยู่ที่ 3.20% ในไตรมาส 4/2567 สินเชื่อเอสเอ็มอีปรับลดลงจาก 7.01% มาอยู่ที่ 6.92% ธุรกิจรายใหญ่ลดลงจาก 1.18% มาอยู่ที่ 1.00% และสินเชื่อธุรกิจรายย่อยจาก 3.24% มาอยู่ที่ 3.20% โดยเช่าซื้อลดลงจาก 2.34% อยู่ที่ 2.17% และบัตรเครดิตปรับลดลงจาก 3.65% เหลือ 3.12% เป็นผลมาจากการคงมาตรการชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment)
ทั้งนี้ การปรับลดลงของหนี้เอ็นพีแอลส่วนใหญ่ จะมาจากการปลดการจัดชั้นหนี้เสียของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อเอสเอ็มอี และรายย่อย ที่เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ผ่านมาตรการการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ที่ลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข และถูกขยับชั้นจาก Stage 3 เป็นสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) เพิ่มขึ้นมาอยู่ 6.98% โดยปัจจุบันตัวเลขปรับโครงสร้างหนี้สะสมอยู่ที่ 7.18 ล้านบัญชี และคิดเป็นมูลหนี้อยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท
สำหรับมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียน ณ 16 กุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 8.2 แสนราย หรือคิดเป็นจำนวนบัญชีอยู่ที่ 9.9 แสนบัญชี ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 พบว่ามีผู้ลงทะเบียนอยู่ที่ 6.3 แสนราย แต่มีผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเพียง 2.4 แสนราย คิดเป็นสัดส่วน 38% ของผู้ลงทะเบียน ถือว่าค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งมาจาก 3 ส่วนหลัก 1.ลงทะเบียนผิดเจ้าหนี้ 2.ผู้ลงทะเบียนเป็นลูกหนี้ที่ดี ไม่ได้ค้างชำระหนี้ 3.ลูกหนี้มียอดวงเงินเกินกำหนด และ 4.ลูกหนี้ปิดบัญชีไปแล้ว
ส่วนการขยายโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) มีผู้ร่วมโครงการ 2 ราย ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วม แต่จะต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติของธนาคารออมสิน เนื่องจากเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้น็อนแบงก์ จึงต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้วย
“ในช่วงสัปดาห์แรกมียอดผู้ลงทะเบียนค่อนข้างเยอะ และทยอยปรับลดลง ส่งผลให้ ธปท.จะต้องมีการสื่อสารไปยังลูกหนี้ใหม่ โดยให้แบงก์สื่อสารส่งข้อความ SMS ผ่านโมบายแบงกิ้ง และคอลเซ็นเตอร์ถึงลูกหนี้ ซึ่งบ้านเป็นกลุ่มที่ติดต่อกลับสูงสุด แต่เช่าซื้อแบงก์ไม่สามารถติดต่อลูกค้า ส่วนหนึ่งมาจากกังวลลูกหนี้ก่อหนี้เพิ่ม และการรายงานเครดิตบูโร”
สำหรับผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2567 ปรับดีขึ้นจากปีก่อน จากทั้งรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยตามการวัดมูลค่าตราสารทางการเงินเป็นสำคัญ และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลงจากการตั้งสำรองสูงในปีก่อน