เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

“ธนาคารโลก” ชำแหละเศรษฐกิจไทย หนุนปฏิรูปภาษี-ขึ้น VAT

27 ก.พ. 2568 | 10:16น.
World Bank
คอลัมน์ : นอกรอบ

ล่าสุด ธนาคารโลก (World Bank) ได้เปิดรายงานติดตามเศรษฐกิจไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2568

โดยระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี พ.ศ. 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเกินความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังคงช้ากว่าประเทศในอาเซียน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงต่ำกว่าระดับศักยภาพ

โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลัง (มาตรการแจกเงิน 10,000 บาท) ในไตรมาส 4/2567 ประกอบกับการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ ธนาคารโลกระบุว่า ภาวะการคลังของไทยยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินอุดหนุน 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากรายจ่ายลงทุนที่ลดลง อันเนื่องมาจากความล่าช้าในการจัดสรรงบประมาณในปี 2567

จีดีพีไทยโตไม่ถึง 3% ไปอีก 2 ปี

รายงานธนาคารโลกระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงในปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าปัจจัยภายนอกจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.6 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 2.9 ในปี 2568

โดยมีการฟื้นตัวของการลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้าง โดยคาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาดได้ภายในกลางปี 2568

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเงินอุดหนุน (ดิจิทัลวอลเลต)

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการบริโภคอาจเผชิญอุปสรรคจากวงจรการลดหนี้และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น สำหรับการค้า การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน แม้ว่าตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจะอยู่ในภาวะขาขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 2.7 และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแตะระดับศักยภาพได้ภายในปี 2571

ขาดดุลงบประมาณ

เวิลด์แบงก์มองว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 63.3 ของ GDP คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 64.8 ในปีงบประมาณ 2568 ตามการขยายตัวของการขาดดุลงบประมาณที่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ่ายเงินอุดหนุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 1.3 ของ GDP ในปีงบประมาณ 2567 เป็นร้อยละ 3.1 ในปีงบประมาณ 2568

เนื่องจากมีการเร่งรัดการใช้จ่ายทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการเงินอุดหนุน 10,000 บาท

โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 การขาดดุลงบประมาณได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีการเร่งรัดการใช้จ่ายทั้งในส่วนของรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการเงินอุดหนุน 10,000 บาท โครงการดิจิทัลวอลเลต เฟสแรก สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน

แจกเงิน-ต้นทุนการคลังที่สูงกว่า

ทั้งนี้ ธนาคารโลกประเมินเบื้องต้นว่า มาตรการเงินอุดหนุนนี้อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ในปี 2567 ได้ประมาณร้อยละ 0.3 อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมาพร้อมกับ “ต้นทุนทางการคลัง” ที่สูงถึง 145,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของ GDP

และปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 3 แสนล้านบาท โดยเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดิจิทัลวอลเลตมูลค่า 450,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งได้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 140,000 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของมาตรการและแหล่งเงินทุนโดยรวมภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ยังคงไม่ปรากฏอย่างชัดเจน

เตือน 3 ความท้าทายการคลัง

นอกจากนี้ ธนาคารโลกระบุว่า นโยบายการคลังของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่ การตอบสนองต่อความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริการสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้สูงอายุ” การฟื้นฟูการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน

โดยคาดว่าระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 64.8 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และมีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะที่ร้อยละ 70 ของ GDP ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

แม้ว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังคงมีความยั่งยืนทางการคลัง แต่แรงกดดันในการใช้จ่ายทางสังคมและการลงทุนของภาครัฐในทุนมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ และมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพื่อการเติบโต เช่น โครงการดิจิทัลวอลเลต ได้เพิ่มแรงกดดันทางการคลัง

ข้อเสนอแนะสำคัญของ “ธนาคารโลก” ในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการคลังท่ามกลางความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ได้แก่

1.ปรับลดการอุดหนุนพลังงานที่ไม่เป็นธรรมต่อการกระจายรายได้ (เช่น ในภาคการขนส่ง ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม) ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯของรัฐขาดดุล โดยควรเปลี่ยนไปเน้นการให้ความช่วยเหลือทางสังคมและการโอนเงินแบบมุ่งเป้ามากขึ้น เพื่อสนับสนุนครัวเรือนที่เปราะบางและบรรเทาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.เพิ่มรายได้จากภาษี ส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างพื้นที่ทางการคลัง แม้ว่าการจัดเก็บรายได้ภาครัฐจะปรับตัวดีขึ้นถึงร้อยละ 16 ของ GDP ในปีงบประมาณ 2567 แต่ก็ยังคงต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง จึงจำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่ไปกับการลดความยากจน เช่น การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและการนำมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ร่วมกัน เป็นต้น

รวมถึงมาตรการขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การปรับลดแรงจูงใจทางภาษีที่ไม่จำเป็น การขยายการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่ง เป็นต้น

3.เร่งการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีใหม่ และทุนมนุษย์ที่สนับสนุนและส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคได้