เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ชาวสวนเฮ ‘ศุภจี’ ดันล้งชุมชน รับซื้อมะพร้าว สู้วิกฤตราคาตก
Economic ชาวสวนเฮ ‘ศุภจี’ ดันล้งชุมชน รับซื้อมะพร้าว สู้วิกฤตราคาตก
CAAT ยกระดับมาตรการสายการบิน ออกประกาศคุมเข้มลูกเรือ รับฝาก-หิ้ว-ขนสิ่งของบุคคลอื่น
Economic CAAT ยกระดับมาตรการสายการบิน ออกประกาศคุมเข้มลูกเรือ รับฝาก-หิ้ว-ขนสิ่งของบุคคลอื่น
เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยแย่มานาน เหมือนป่วยเป็นมะเร็ง ต้องเร่งให้คีโม
Finance เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยแย่มานาน เหมือนป่วยเป็นมะเร็ง ต้องเร่งให้คีโม
สสจ.เชียงใหม่ เผยยอดป่วยไข้หวัดใหญ่ปี 69 ลดลง เร่งปูพรมฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงก่อนเข้าฤดูระบาด
News สสจ.เชียงใหม่ เผยยอดป่วยไข้หวัดใหญ่ปี 69 ลดลง เร่งปูพรมฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงก่อนเข้าฤดูระบาด
MarTech ปั้นเชียงใหม่สู่ Global MICE City ดันรายได้ท้องถิ่นสะพัด
เศรษฐกิจภูมิภาค MarTech ปั้นเชียงใหม่สู่ Global MICE City ดันรายได้ท้องถิ่นสะพัด
เอกนิติ รับงบฯ ลงทุนปี’70 ลดลง เหตุไม่ต้องการหมกเม็ด-ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็น
Finance เอกนิติ รับงบฯ ลงทุนปี’70 ลดลง เหตุไม่ต้องการหมกเม็ด-ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็น
ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ เลื่อนเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทน ‘ประเสริฐ’
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ เลื่อนเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทน ‘ประเสริฐ’
บอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบ เช็กสิทธิรอบใหม่ 19.15 ล้านคน
Finance บอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบ เช็กสิทธิรอบใหม่ 19.15 ล้านคน
สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีถก “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
Economic สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีถก “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
โตโยต้า เปิดศึกดวลความเร็ว “Toyota Gazoo Racing Thailand” ปลุกเศรษฐกิจ ‘บางแสน’ คึก
Automotive โตโยต้า เปิดศึกดวลความเร็ว “Toyota Gazoo Racing Thailand” ปลุกเศรษฐกิจ ‘บางแสน’ คึก
ดูทั้งหมด

มติรัฐสภา 304 ต่อ 150 เสียง ส่งศาลตีความแก้รัฐธรรมนูญ

17 มี.ค. 2568 | 18:50น.
การประชุมรัฐสภา

การประชุมรัฐสภา

มติที่ประชุมรัฐสภา ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญ จะต้องทำประชามติกี่ครั้ง 

ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) เพื่อตีความอำนาจรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการทำประชามติกี่ครั้ง ทั้งนี้ มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางทั้งฝ่าย สส.และ สว. โดยฝ่าย สส.ส่วนใหญ่ต้องการให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อความชัดเจน ขณะที่ สส.ฝ่ายค้าน ชี้แจงว่าสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

ทั้งนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ชี้แจงถึงการที่ประธานรัฐสภา บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยึดคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ซึ่งมีหลักการ 3 ประการ คือ 1.รัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.รัฐสภามีอำนาจในการบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3.ถ้ารัฐสภาต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ดำเนินการแล้วไปทำประชามติ

ซึ่งตนบรรจุเพราะฝ่ายกฎหมายเห็นว่า เพราะคำว่าถ้ารัฐสภาต้อง หมายความว่าต้องพิจารณามาตรา 256 วาระที่ 1, 2 และ 3 ไปแล้ว นั่นคือความต้องการ แต่ถ้ายังไม่พิจารณา อยู่ๆ พรรคประชาชนก็เสนอร่างแก้ไข และพรรคเพื่อไทยก็เสนอ นั่นเป็นความต้องการของพรรคการเมืองเท่านั้น หรือประชาชนจะเสนอมาก็เป็นความต้องการของประชาชน

ถ้าจะบอกว่ารัฐสภาต้องการ มันต้องประชุมและลงมติเท่านั้น ถึงจะถือว่ารัฐสภาต้องการ ถ้าเสอนร่างแก้ไขมา ก็ยังไม่ถือว่ารัฐสภาต้องการ ที่บอกว่าเสี่ยงว่าจะผิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี’64 ต้องไปทำประชามติก่อน แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่าต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐสภาแสดงความต้องการแล้ว ก็ยังจะไม่ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยังไม่ไปเลือก ส.ส.ร.

แต่เมื่อแสดงชัดเจนว่ารัฐสภาต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว โดยผ่านมาตรา 256 ในวาระ 2 และ 3 แล้วก็จะไปถามประชามติจากประชาชนเสียก่อนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเลือก ส.ส.ร. ถ้าประชาชนทั้งประเทศมีมติตามรัฐธรรมนูญว่าต้องการนั่นแหละจะเลือก ส.ส.ร. แต่ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ก็ไม่ต้องไปเลือก ส.ส.ร. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่รัฐสภาต้องการก็ต้องยุติ เพราะประชาชนไม่ต้องการ

หากเราไม่ถามศาลรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภาต้องการ แล้วจะไปถามประชามติอย่างไร เพราะยังไม่รู้จะแก้กี่ขั้นตอน และถามประชามติครั้งหนึ่งต้องเสียงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเสียก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ

เพราะหากประชาชนไม่ต้องการก็จบ หากประชาชนต้องการแล้วเรายังไม่มาถามรัฐสภาต้องการหรือไม่ ก็มาเข้าที่ประชุมรัฐสภาโดยกฎหมาย 2 ฉบับที่เข้าสภา และหากรัฐสภาบอกว่าไม่เอาด้วยหรือเสียง ส.ว.ไม่ถึงเสียงก็ถือว่าร่างกฎหมายไม่ผ่านแต่เสียเงิน 3,000 ล้านบาทไปแล้ว และเสียเวลาไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาตัดสินใจโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567

“ถ้ารัฐสภาต้องการโดยไม่ขอมติที่ประชุมรัฐสภา แล้วจะมาบอกว่ารัฐสภาต้องการได้อย่างไร เพียงแต่ยังไม่ใช่พรรคการเมืองต้องการ หรือประชาชนต้องการ แต่ไม่เกี่ยวกับว่าวันนี้ เราจะมีมติไปถามศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่” ประธานรัฐสภากล่าว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า ตนขอใช้เวลาสั้นๆ ในการส่งข้อกังวลถึงการใช้อำนาจของประธานสภาฯ บรรจุญัตติดังกล่าวหรือไม่บรรจุ เป็นเรื่องข้อบกพร่องที่ครอบคลุมถึงเนื้อหาสาระของญัตติที่มีปัญหาจริงๆ และเป็นที่ทราบกันดีว่าญัตติการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ที่ถูกตีความว่าประธานรัฐสภาไม่บรรจุ ซึ่งตนก็เคารพและยอมแก้ไข

แต่มาวันนี้ที่ประธานรัฐสภา เห็นด้วยว่าสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ได้แล้วนั้น โดยการจัดทำประชามติเพียงแค่ 2 ครั้ง ประธานรัฐสภายอมบรรจุแล้ว แต่ขณะเดียวกันญัตติดังกล่าวที่เพื่อนสมาชิกเสนอมาเป็นญัตติที่ย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภา เพราะเพื่อนสมาชิกยังมาเถียงกันอยู่เลยว่าจะต้องทำประชามติทั้งหมดกี่ครั้ง 2 หรือ 3 ครั้ง

ดังนั้น หากประธานรัฐสภาใช้มาตรฐานเดียวกันที่กังวลว่าญัตติดังกล่าวที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ น่าจะขัดต่อข้อกฎหมายที่ประธานวินิจฉัยแล้ว ก็กังวลเช่นเดียวกันว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่เป็นความเหลื่อมล้ำของการตีความ อย่างไรก็ตาม เราต้องเดินหน้าต่อ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากถามเพื่อนสมาชิกว่าเหตุผลที่เราเห็นต่างนั้นเป็นเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลทางกฎหมาย หากเป็นเหตุผลทางการเมืองเราต้องแก้ด้วยการเมือง แต่หากเป็นเหตุผลทางการเมืองแล้วเราใช้ข้ออ้างทางด้านข้อกฎหมาย ตนเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบ

จึงอยากให้เพื่อนสมาชิกให้สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาอย่างจริงใจ พวกตนไม่ได้ดื้อ พวกตนเล็งเห็นถึงปัญหาที่มี แต่พวกท่านออกมาสื่อสารกับสังคมอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ว่าที่ท่านยังเดินหน้าแก้ไขต่อไม่ได้นั้น เพราะเพื่อนสมาชิกร่วมรัฐบาลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาด้านการเมือง ที่เพื่อนสมาชิกเหล่านั้น หากพูดง่ายๆ คือเขาไม่มีแรงจูงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา สังคมก็ตั้งคำถามว่าเพื่อนสมาชิกเหล่านั้นเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภาหรือไม่ แก้แล้วเขาจะเสียอำนาจลงไปหรือไม่

นี่ต่างหากที่เป็นเหตุขัดข้องทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนั้น หากถามกันเรื่องเหตุและผล ตนก็อยากให้เพื่อนสมาชิกทุกคนมาประเมินผลได้ผลเสียที่จะได้จากการลงมติญัตติดังกล่าวว่าจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งหากเรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนจริงๆ ก็ลงมติไม่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วเดินหน้าแก้ไขมาตรา 256 ให้ทันก่อนปิดสมัยประชุมและให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ​ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256

ถามว่ามีอะไรจะเสียที่หากในอนาคตศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง เราก็แค่รีเซ็ตใหม่ หากท่านเล็งเห็นต้นทุนของประเทศเป็นสำคัญ ไม่มีอะไรน่ากังวลและช้าไปกว่าเดิม หากศาลรัฐธรรมนูญมีธงอยู่แล้วว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง การเดินหน้าแก้ไขมาตรา 256 ในวันนี้ก็ไม่มีอะไรเสีย เว้นแต่ต้นทุนที่ท่านจะยอมแลกท่านไม่ได้มองเห็นต้นทุนที่ประเทศจะเสีย แต่ท่านเล็งเห็นต้นทุนที่ท่านจะเห็น ตามที่มีคนอภิปรายว่าจะมีคดีเข้าตัวเองหากมีการฟ้องร้องสมาชิกรัฐสภาในภายหลัง

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า มีการอภิปรายว่าหากยื่นศาลรัฐธรรมนูญคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณา 1 เดือน แต่หากพิจารณาแล้วพบว่าการพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ทันสมัยประชุมนี้ และต้องรอไปอีก 4 เดือน เท่ากับปิดโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับให้ทันต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน ดังนั้น ตนจึงขอตั้งคำถามว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพราะมีเหตุผลการเมืองหรือใช้ข้อกฎหมายบังหน้าหรือไม่

จึงอยากให้เพื่อนสมาชิกแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ในญัตติที่ระบุว่ามีข้อขัดแย้งนั้น ตนมองว่าปัญหาข้อกฎหมายจะเกิดกรณีเดียวคือ ต้องการลงมติแล้วอย่างเดียวเท่านั้น ข้อขัดแย้งในการอภิปรายของสภาฯ วอล์กเอาท์ หรือไม่แสดงตนทำให้สภาล่ม ไม่เป็นอุปสรรคของการทำหน้าที่ปกติของสภาฯ และรัฐสภา

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวข้องกับหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่มาขององค์กรอิสระต่างๆ ขจัดปัญหาด้านนิติสงคราม ซึ่งพรรค พท.ในอดีตก็เคยประสบปัญหาด้านนิติสงคราม พวกเราประสบปัญหาเดียวกัน

นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเกี่ยวข้องกับการรับรองสิทธิต่างๆ ของประชาชนด้วย สิทธิเสรีภาพของประชาชน การยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงในอดีตเราเคยอยู่ในยุคหนึ่งที่เรารู้สึกว่าประเทศนี้มีเศรษฐกิจดี เป็นผู้นำในเวทีนานาชาติ ดูดีในสายตาโลกและนักลงทุน แต่ถามว่าทุกวันนี้เรายังหลงเหลือความภาคภูมิใจในชาติแบบนั้นอยู่หรือไม่

ที่ผ่านมาเราค่อยๆ ถูกความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่เป็นอประชาธิปไตยกัดกร่อนความภาคภูมิใจในชาติไปทีละเล็กทีละน้อย เราสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน วันนี้เราจะยอมสูญเสียต้นทุนต่างๆ ไปอีกหรือไม่

ผมเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดีต่อประชาชนทุกคนและทุกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทั้งหมดที่ผมพูดไปได้สะท้อนแล้วว่าอะไรคือต้นทุนที่พวกเราต้องเสียไป จากการหยุดเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่คอยการันตี และคอยรับประกันสิทธิหลายอย่าง ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ

“ดังนั้น ถ้าวันนี้เพื่อนสมาชิกถอยกลับไปที่เหตุผลข้อแรก ที่ว่าหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเหตุผลทางการเมือง รบกวนไปพูดคุยกันให้จบ แก้กันที่เหตุผลทางการเมือง นายกรัฐมนตรีต้องแสดงบทบาทผู้นำในการควบคุมเสียงรัฐบาลให้ได้ แล้วเราจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนูญฉบับนี้ได้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

ด้านนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปว่า  การแก้ไขรัฐธรมนูญครั้งนี้ เดินมาถึงจุดทางเลือก 2 ทางเท่านั้น คือจะเดินหน้าต่อให้จบวาระ3 หรือจะไม่เดินหน้าต่อเปลี่ยนมายื่นตีความ ซึ่งตนอยู่ในฝ่ายที่ขอยื่นตีความจนถูกกล่าหาว่าทำไมไม่เดินหน้าต่อ จึงอยากถามว่าถ้าเดินหน้าต่อท่านวิเคราะห์อย่างไร พวกตนวิเคราะห์บนโลกความเป็นจริงแล้วว่าเดินหน้าต่อคะแนนไม่ถึงตกแน่นอน ถ้าตกได้ประโยชน์อะไร   แล้วถอนยื่นตีความได้ประโยชน์อะไร

ในทางการเมืองแม้จะไม่เห็นด้วยกันทุกพรรค แต่จากการสำรวจเสียงสส.เราผ่าน  ที่ไม่ผ่านคือ 67เสียงของสว. เราจึงหันมาใช้วิธีการไปยื่นตีความให้ชัดถ้าชัดแล้วว่าทำประชามติกี่ครั้งกี่รอบคนที่อ้างก็จะอ้างไม่ได้คนที่เอามาเป็นเหตุอ้างว่าเพราะกลัวนุ่นกลัวนี่ก็อ้างไม่ได้ที่สำคัญที่สุดที่บอกว่าพวกตนกลัวศาลรัฐธรรมนูญท่านทำไมไม่คิดว่าถ้าถามไปคราวนี้จากที่ท่านตอบไว้กำกวมก็บังคับให้ท่านพูดให้ชัดคราวหน้าจะได้มาเล่นงานภายหลัง

ภาษาชาวบ้านบอกว่าทำไมไม่ใช้วิธีตัดหางยัดปากไว้เลย เพราะฉะนั้นขอปฏิเสธเรื่องกลัว และคาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือนเพื่อรอความชัดเจน ซึ่งไม่ถึงขั้นเตะถ่วง แต่สะดุดเพื่อให้ได้สิ่งที่ดี ส่วนที่กล่าวหาว่ากลัวศาล ไม่กล้าหาญ สยบยอมกับอำนาจที่ไม่ใช่อำนาจของประชาชน ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีนานใช้ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว มาทีหลังก็โดนเหมือนกัน คำพระบอกว่า ความกล้าหาญควรเสมอด้วยปัญญา ปัญญาควรเสมอด้วยสติ

“หากไม่มีปัญญาและสติรบร้อยครั้งก็แพ้ ผมเคยทำงานกับทหาร เขาคัดคนไปรบ ไม่เอากล้าหาญแต่โง่เพราะรบแพ้หมด เขาต้องเอาคนที่ฉลาดๆ นอกจากนั้นต้องมีสติ ต้องเย็นพอ ต้องรู้ว่าเวลาที่ควรใช้ประมาณไหน และอดทนให้ได้ แยกแยะมิตร ศัตรูให้ออก คำว่าสติขอฝาก การแก้รัฐธรรมนูญสู้กับใคร คิดให้ดี ว่าควรตำหนิพวกเรา ศาล หรือฝ่ายไหนลองคิดให้ดี หากเลือกมิตร เลือกศัตรู คนร่วมทางถูก ติพองามไม่ทำร้ายกัน ท่านจะมีมิตรร่วมเดินทาง ไม่เช่นนั้นเป็นมวยหลงมุม ไก่หลงตีตัวเองแพ้หมด” นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน กล่าวต่อว่าว่า ปัญหาของการแก้รัฐธรรมนูญ คือ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หากเดินหน้าแก้ไขมาตรา 256 ใช้สติปัญญาคิดว่าจะมีคนยื่นตีความหรือไม่ หากมีคนยื่นตีความจะมีปัญหา หากมีปัญญาพอ แก้ปัญหาให้จบ เดินวันนี้ไม่สะดุดอีก ดังนั้นเพื่อป้องกันคนจะเล่นงานหลายๆ ด่าน คือการใช้สติ และปัญญา ส่วนความกล้าหาญต้องต่อสู้ ทั้งนี้ประชาธิปไตยไม่ใช่รถด่วน การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ต่อสู้และแพ้ บอกให้รู้ว่ากล้าหาญอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีกลยุทธ์ ลมเปลี่ยนทิศต้องเปลี่ยนหัวเรือ เพื่อหลบลม ไม่ให้เรืออับปาง และไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่สู้ลม แบบนี้ไม่ใช้สู้เพื่อประชาธิปไตย

จากนั้นเวลา 17.30 น.  ที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 304 เสียง ไม่เห็นด้วย 150 เสียง งดออกเสียง 124เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง โดยนายมงคล สุระสัจจะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม จึงแจ้งว่าเป็นอันว่าที่ประชุมให้ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2)  และสั่งปิดประชุมในเวลา 17.38 น.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แก้รัฐธรรมนูญ