บทบรรณาธิการ
แม้มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เมื่อ 13 มิ.ย. 2561 ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นอีก 0.25% จาก 1.50-1.75% เป็น 1.75-2.00% ตามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed จะมีผลกระทบทั้งด้านลบและบวกต่อตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก
เพราะแม้นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ หลายสำนักจะฟันธงตรงกันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศหลัก ๆ อย่างสหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ที่ฟื้นตัวได้ดี จะทำให้ Fed รวมทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินลง ความสุ่มเสี่ยงผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะลดลง แต่ยังต้องจับตามองผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นกับเงินเฟ้อที่จะปรับขึ้นตามมา มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่เพิ่งเริ่มขยายตัว ทำให้หลายภาคส่วนโดยเฉพาะคนชั้นกลาง เศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญกับความยากลำบากย่ำแย่ลงอีก
กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงต้องทำงานร่วมกันใกล้ชิด บริหารจัดการนโยบายดอกเบี้ย เงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และการเติบโตของเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุล ที่สำคัญต้องกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนตระหนักในสภาพความเป็นจริงที่ว่า เวลานี้หมดยุคดอกเบี้ยขาลงแล้ว วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นกำลังเข้ามาแทนที่ จำเป็นต้องหาทางรับมือปรากฏการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอาทิ เงินไหลออก การเคลื่อนย้ายทุนไปนอกประเทศ เงินบาทอ่อนค่า ตลาดหุ้นผันผวน ฯลฯ ขณะที่หน่วยงานรัฐรวมทั้งภาคเอกชนก็ต้องระมัดระวังและไม่ประมาท
ขณะเดียวกัน ต้องจับตามองและเกาะติดสถานการณ์การแข่งขันและการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรง และอาจบานปลายกลายเป็นสงครามทางการค้า โดยเฉพาะระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐกับจีน ซึ่งเวลานี้ต่างฝ่ายต่างงัดมาตรการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ทำให้ประเทศคู่ค้ารายอื่น ๆ รวมทั้งไทยได้รับผลกระทบด้วย
ล่าสุด นายสุพันธุ์ มงคลสุธี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว และส่งสัญญาณให้สมาชิก ส.อ.ท.ประเมินผลกระทบ และเตรียมมาตรการรับมือ โดยเร่งด่วน
เท่ากับเศรษฐกิจไทยที่กำลังขยายตัวเติบโตเพราะได้อานิสงส์จากภาคการส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภคและการลงทุนฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ถูกทดสอบความแข็งแกร่งจากสงครามการค้ากับดอกเบี้ยขาขึ้น ทุกฝ่ายจึงต้องปรับตัว และเตรียมความพร้อมรับมือความสุ่มเสี่ยงทุกสถานการณ์ให้ได้