เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
การเคหะฯ ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี ผุด “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ป้อนผู้มีรายได้น้อย
Real Estate การเคหะฯ ปัดฝุ่นบ้านเอื้ออาทร เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี ผุด “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ป้อนผู้มีรายได้น้อย
Finance เปิด 4 เทรนด์จ่ายเงินออนไลน์ไทย PromptPay ครอง 44% E-wallet โต 207%
แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
SD แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
ซีเอ็ดจับมือ 4 ศิลปินไทย เปิดพื้นที่หนังสือ-ศิลปะ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 31
Biz Movement ซีเอ็ดจับมือ 4 ศิลปินไทย เปิดพื้นที่หนังสือ-ศิลปะ ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 31
‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ 
Real Estate ‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’ 
จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
Economic จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
สมาคมโฆษณาย้ำปีนี้อุตฯ ฟื้น ธุรกิจแห่ทุ่มเม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล้าน
Business สมาคมโฆษณาย้ำปีนี้อุตฯ ฟื้น ธุรกิจแห่ทุ่มเม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล้าน
คุม ‘BNPL’ ก่อนเกิดปัญหา
Finance คุม ‘BNPL’ ก่อนเกิดปัญหา
DE ผนึก Meta ยืนยันตัวตนผู้ลงแอด No ID, No Ads
Tech DE ผนึก Meta ยืนยันตัวตนผู้ลงแอด No ID, No Ads
ศูนย์การค้า แห่ผุดบ้านผีสิงทั่วประเทศ รับกระแสฮาโลวีน
Business ศูนย์การค้า แห่ผุดบ้านผีสิงทั่วประเทศ รับกระแสฮาโลวีน
ดูทั้งหมด

ศิริกัญญา จี้รัฐบาลเร่งเจรจาสหรัฐ หวั่นมาตรการภาษีฉุดจีดีพีไทยต่ำกว่า 2%

03 เม.ย. 2568 | 14:05น.
ศิริกัญญา ตันสกุล

ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน เสนอรัฐบาลเตรียมรับมือกำแพงภาษีสหรัฐ ดักคออย่ามุบมิบเจรจา แนะนำไพ่ในมือมาต่อรองทีละใบ อย่าทิ้งครั้งเดียวหมด จ่อเสนอญัตติด่วนเข้าถกในสภา สู้เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ 9 เม.ย.นี้

ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ช็อกโลก เป็นพายุหมุนหรือแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจที่จะกระทบทั่วโลก โดยประเทศไทยที่ถูกจัดเก็บภาษีถึง 36%

ถือเป็นอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียที่ถูกจัดเก็บภาษีถึง 32% มาเลเซียอยู่ที่ 24% เวียดนามอยู่ที่ 46% และจีนอยู่ที่ 34% ซึ่งการเก็บภาษีนำเข้า 36% กระทบกับไทยบ้างนั้น จากเดิมที่บริษัทส่งออกเคยส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐอเมริกาต้องเจอราคาที่รวมภาษีแล้วอยู่ที่ 100 บาท ตอนนี้เพิ่มเป็น 136 บาท

ฉะนั้น การจะรับมือกับเรื่องนี้เราต้องเข้าใจถึงเป้าประสงค์ของสหรัฐอเมริกาว่าไม่ใช่การที่แค่จะทำให้การขาดดุลการค้าระหว่างประเทศอื่น ๆ ลดลง แต่ทรัมป์ยังต้องการรายได้เข้ารัฐเพิ่มเติม เพื่อไปชดเชยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลของสหรัฐอเมริกาที่มีแผนการจะปรับลดลง

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าว่าจะให้นักลงทุนของสหรัฐอเมริกาย้ายฐานการผลิตกลับประเทศตัวเอง ดังนั้น หากเราคาดหวังผลว่าจะเป็นเหมือนสงครามการค้าในสมัยทรัมป์ 1 ว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตกลับมาที่ประเทศไทย หากประเทศอื่นเก็บภาษีสูงกว่าเรา กรณีนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะภายในวันที่ 5 เมษายนจะถูกเก็บภาษีขั้นต่ำคือ 10% ก่อน จากนั้นประเทศไทยที่ถูกเก็บภาษีมากกว่า 10% จะถูกเก็บทันทีวันที่ 9 เมษายน แต่ก็อาจจะมีสินค้าบางประเภทที่อาจจะไม่ถูกเก็บภาษีตามที่มีประกาศจากทำเนียบขาวมาคือ สินค้าประเภทสิ่งพิมพ์ข้อมูลต่าง ๆ เหล็ก อะลูมิเนียม ยานยนต์ต่าง ๆ ที่เคยถูกเก็บไปก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ยังมีทองแดง ยา เซมิคอนดักเตอร์ ไม้ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ทองคำ พลังงาน แร่ ที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้มี ในบรรดาสินค้าที่เราต้องถูกเก็บภาษีจะมีเซมิคอนดักเตอร์ที่จะรอด

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยคือ การค้าต้องมีการหยุดชะงัก มูลค่าการส่งออกอาจจะหดตัวลงมาประมาณ 1% จีดีพีอาจจะหดตัวลงได้มากกว่า 1% ซึ่งอาจจะทำให้จีดีพีของปี 2568 ลดลงต่ำกว่า 2% หากการเจรจาไม่ได้เกิดขึ้นโดยเร็วหรือการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ในกรณีที่เราสามารถเจรจาได้เป็นผลสำเร็จมากที่สุดคือกลับไปเก็บได้ประมาณ 10% จะทำให้จีดีพีโตลดลงประมาณ 0.3% ยังอยู่พ้นตัวเลข 2% ขึ้นมา

ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือสินค้าส่งออกทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สื่อสาร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยางล้อ เครื่องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งออกเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่การลงทุนก็จะหยุดชะงักลงด้วย เข้าใจว่าตอนนี้นักลงทุนอาจจะรอให้ฝุ่นหายตลบก่อน โครงการต่าง ๆ ที่เคยขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอหรือไม่รับบัตรส่งเสริมไปแล้วก็อาจจะชะลอการลงทุนทั้งหมด เพื่อปรับแผนการลงทุนก่อนจะตัดสินใจลงทุนใหม่

ฉะนั้น จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่น ๆ ที่สหรัฐอเมริกายังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐอเมริกาได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว

ด้านนายวีระยุทธกล่าวว่า ตนเสนอให้แยกผลกระทบออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลทางตรง ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เช่น คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลรุนแรงรวดเร็ว เพราะเราส่งออกไปสหรัฐอเมริการวมแล้ว 55,000 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 19% ของการส่งออกทั้งหมด

และเกินดุลกับสหรัฐอเมริกาถึง 45,600 ล้านเหรียญ แม้การขยายตัวของการส่งออกช่วงไตรมาสแรกปีนี้ค่อนข้างดี เพราะบริษัทส่วนใหญ่เร่งส่งออกสินค้าไปสต๊อกไว้ที่สหรัฐอเมริกาก่อน หนีความไม่แน่นอนของนโยบายกำแพงภาษี ของจริงจะเกิดขึ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป

นายวีระยุทธกล่าวต่อว่า ผลกระทบอีกด้านที่ไม่ควรละเลยคือ ผลกระทบทางอ้อม 3 ชั้นที่ไม่ควรมองข้าม โดยชั้นที่ 1 สินค้าที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไทยส่งออกไปเม็กซิโก เพื่อประกอบส่งเข้าสหรัฐอเมริกาอีกทีก็มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท

ชั้นที่สอง การแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศอื่น ๆ จากการที่ผู้ส่งออกหนีจากตลาดสหรัฐอเมริกา เช่น ในตลาดประเทศออสเตรเลีย ก็มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เข้ามาชิงส่วนแบ่งของไทย

ชั้นที่สาม คือ สินค้าขั้นกลาง เช่น ยางพารา และเม็ดพลาสติกที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อเข้าตลาดสหรัฐอเมริกา เมื่อตลาดตรงนี้ปิด ยอดในส่วนนี้ก็จะตกลงไปด้วย ดังนั้น ผลกระทบต้องมองทั้งทางตรงและทางอ้อม และแยกยุทธศาสตร์ออกจากกัน

โดยทางตรงเราต้องมีการเจรจา ซึ่งหากดูจากรายงานตัวแทนของสำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐอเมริกาเรามีปัญหาอยู่ 4 ข้อที่เราควรนำไปเป็นประโยชน์ในการต่อรอง คือ 1.มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Barriers ที่ไทยมีอยู่ 166 มาตรการ ที่เรากีดกันสินค้าอเมริกา เช่น สารเร่งเนื้อแดง เพราะเรามีข้อจำกัดเรื่องสุขอนามัย

2.เขามองว่าเรามีสินค้าปลอมแปลง มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เยอะ 3.เรามีข้อจำกัดเรื่องการลงทุนในหลายอุตสาหกรรมที่จำกัดผู้ถือหุ้นต่างชาติเอาไว้ และ 4.เรื่องสิทธิแรงงาน ที่กฎหมายยังไม่รองรับ โดยควรนำทั้ง 4 ข้อนี้มาเป็นไพ่ต่อรองในมือ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องดุลบริการที่ควรนำไปต่อรอง

นายวีระยุทธกล่าวอีกว่า ดังนั้น จึงมีข้อเสนอคือ 1.เอามาตรการที่เรามีอยู่แล้วสหรัฐอมริกามองว่าเป็นอุปสรรคมาเป็นไพ่ต่อรอง อย่าทิ้งทีเดียวหมด ค่อย ๆ ทิ้ง ทิ้งอย่างมียุทธศาสตร์ 2.อย่ามุบมิบเจรจา อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการเปิดเสรีกับจีนที่ผู้เสียประโยชน์ไม่รู้ตัว และไม่ได้รับความช่วยเหลือให้เตรียมพร้อมรับมือ ควรเปิดเผยข้อมูลผู้ที่จะได้และเสียประโยชน์จากการที่เราจะเอาอะไรไปต่อรองให้สาธารณะได้รับรู้

นอกจากนี้ ควรพร้อมที่จะเยียวยาผู้ที่จะเสียประโยชน์ ซึ่งมักเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย อย่างไรก็ตาม อยากให้จินตนาการถึงโลกที่ไม่มีอเมริกาและจีนไว้ด้วยว่าไทยจะปรับซัพพลายเชนแต่ละสินค้าอย่างไรเพื่อรับมือภาวะสงครามการค้าที่จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่นายสิทธิพลกล่าวว่า ขอแนะนำว่าเราควรมีการเตรียมความพร้อมรับมือการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่จะรุนแรงขึ้นอีก หลายเรื่องรัฐบาลพูดมานานว่าอยู่ในแผนที่จะทำ แต่ยังไม่มีกำหนดเสร็จชัดเจน เช่น การกำกับแพลตฟอร์ม การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์มีส่วนรับผิดชอบหากปล่อยให้มีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์ม และการเพิ่มจำนวนมาตรฐานบังคับเพื่อขยายความคุ้มครองประเภทสินค้าให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและเจ้าหน้าที่สามารถยึดอายัดได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้รัฐบาลพูดมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2567 ที่ผ่านมาแต่ยังไม่มีการออกมาตรการมาบังคับใช้

เช่น เรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามคือเรื่องนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ ตราบใดที่ยังไม่เสร็จ รัฐก็ไม่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมมาตรฐาน คุณภาพสินค้า การตรวจสอบภาษี ตลอดจนการลงโทษหากผู้ประกอบการต่างชาติกระทำผิด

นายสิทธิพลกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงการดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้า วันนี้มีเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการจำนวนมากว่าถูกสินค้าจากต่างชาติทุ่มตลาด หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด กระทั่งได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรม

ซึ่งภายใต้กระบวนการปัจจุบัน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการประสบความยากลำบากในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเอง รัฐจะสามารถช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกมากกว่านี้ได้อย่างไร เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ในเรื่องมาตรฐานบังคับ

ผ่านมาครึ่งปี ที่อยู่ในลิสต์ว่าจะออกมาตรฐานก็มีจำนวนเท่าเดิม จำนวนที่เพิ่มและมีผลบังคับใช้แล้วมีเพียง 1-2 มาตรฐาน ความเร็วในอัตรานี้ ไม่เพียงพอต่อการกำกับสินค้าต่างชาติ นอกจากนี้ยังควรเร่งรัด คือการตรวจจับที่ด่านศุลกากรให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะเป็นด่านแรกของการที่สินค้าเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แม้รัฐบาลจะบอกว่าปัจจุบันตรวจสอบหรือสกรีนเพิ่มขึ้นแล้ว บางช่องทางถึงขนาดบอกสกรีน 100% แต่การที่สินค้าเหล่านี้ยังรอด แสดงให้เห็นว่าการตรวจยังมีช่องโหว่

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ในส่วนของพรรคประจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จริง ๆ เรื่องนี้เราอยากให้มีการเสนอเป็นญัตติด่วนในสภา ในวันที่ 9 เมษายนนี้ แต่คงต้องสู้รบปรบมือกับฝั่งรัฐบาล เนื่องจากจะมีการพิจารณาเรื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งเราคิดว่าเรื่องนี้เร่งด่วนกว่ามาก เราอยากนำเข้าโดยเร็วที่สุด

โดยอาจจะต้องมีการประสานกับทางรัฐบาล แต่หากไม่ได้อย่างไรคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร จะรับเรื่องนี้ไปพัฒนาต่อ แม้ก่อนหน้านี้ มีความพยายามที่จะเข้าไปเจรจากับทางผู้แทนการค้าของสหรัฐ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้วก็ตาม แต่เราก็ยังโดนเก็บภาษีอยู่ดี ถ้ารัฐบาลจะสร้างความมั่นใจจริง ๆ ก็คงจะต้องมีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนเชื่อได้จริง ๆ ว่า สามารถที่จะรับมือได้และมีไพ่ในมือเพียงพอที่จะไปเจรจาต่อรองกับสหรัฐอเมริกาได้

ย้ำว่ายังมีประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอีกมากมาย ที่อาจจะไม่สามารถรับมือกับความโกลาหลปั่นป่วนที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการช่วยเหลือจากทางภาครัฐ