เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านเตรียมร่าง กม. ห้ามสหรัฐ อิสราเอล และพันธมิตรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านเตรียมร่าง กม. ห้ามสหรัฐ อิสราเอล และพันธมิตรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การลงทุน : เสี่ยงอย่างไรให้ได้ผล ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
Columns การลงทุน : เสี่ยงอย่างไรให้ได้ผล ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
ทส.จ่อตั้งทีมร่วมไทย-เมียนมา แก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำพรมแดน คลอดแผน 1-3 ปี
Politics ทส.จ่อตั้งทีมร่วมไทย-เมียนมา แก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำพรมแดน คลอดแผน 1-3 ปี
ทองย่อ หลังทำ New High ที่ 4,300 ดอลลาร์ สงครามไม่แน่นอน คืนนี้ลุ้นตัวเลข Nonfarm สหรัฐ
Finance ทองย่อ หลังทำ New High ที่ 4,300 ดอลลาร์ สงครามไม่แน่นอน คืนนี้ลุ้นตัวเลข Nonfarm สหรัฐ
SET วันนี้ (7 ส.ค.) กรอบ 1,600-1,630 จุด น้ำมันจะกลับมาเป็นปัจจัยหนุนตลาด
Finance SET วันนี้ (7 ส.ค.) กรอบ 1,600-1,630 จุด น้ำมันจะกลับมาเป็นปัจจัยหนุนตลาด
บางจาก กำไรไตรมาส 2/69 พุ่ง 99% รับอานิสงส์ SAF หนุนธุรกิจหลัก
Economic บางจาก กำไรไตรมาส 2/69 พุ่ง 99% รับอานิสงส์ SAF หนุนธุรกิจหลัก
ศูนย์ศึกษาฯ อ่าวคุ้งกระเบน พลิก ‘สาหร่ายบ่อกุ้ง’ สู่ผ้าทออัตลักษณ์
Economic ศูนย์ศึกษาฯ อ่าวคุ้งกระเบน พลิก ‘สาหร่ายบ่อกุ้ง’ สู่ผ้าทออัตลักษณ์
ราคาทองวันนี้ (7 ส.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 67,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ส.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 67,550 บาท
เมื่อรถ EV รุ่นแรกเริ่มเก่า ไทยพร้อมรับมือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือยัง ?
Automotive เมื่อรถ EV รุ่นแรกเริ่มเก่า ไทยพร้อมรับมือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือยัง ?
ไทยครองแชมป์ 2 ปีซ้อน จุดหมายฤดูร้อนชาวยุโรป
Business ไทยครองแชมป์ 2 ปีซ้อน จุดหมายฤดูร้อนชาวยุโรป
ดูทั้งหมด

วิจัยกสิกรไทย ชี้ สหรัฐขึ้นภาษี ส่งออกไทยสูญ 4 แสนล้าน “MPI” เสี่ยงหดตัวรุนแรง          

04 เม.ย. 2568 | 16:58น.
KResearch Thailand GDP ศูฯย์วิจัยกสิกรไทย จีดีพี ประเทศไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสหรัฐขึ้นภาษี 37% ทำภาคส่งออกสูญเสีย 4 แสนล้านบาท จีดีพีหาย 1% จาก 2.4% เหลือ 1.4% กดดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI เสี่ยงหดตัวรุงแรง -3.4% จาก -1% ชี้ นโยบายการคลัง-การเงิน มีพื้นที่จำกัด แนะต้องใช้นโยบายให้ถูกจุด-เกาให้ถูกที่คัน แนะรัฐบาลเร่งเจรจา พร้อมร่วมมือเอกชนส่งออก-นำเข้า ย้ำ หากไม่ทำกระทบจีดีพีมีโอกาสไหลเพิ่มสูงกว่า 1% ด้านเงินบาทผันผวนระยะสั้นในกรอบ 33.00-34.50 บาท หนี้เสียจ่อขยับแตะขอบบน 2.85%  

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จากการประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้า (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ ในอัตรา 37% สูงกว่าประเมินไว้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะกระทบภาคส่งออกทางตรงและทางอ้อมรวม -3.8% จากเดิมมอง 2.5% เหลือ -0.5% โดยผลกระทบทางตรงผลกระทบจะอยู่ที่ 2.6% ของการส่งออกทั้งหมด เนื่องจากส่งออกไปสหรัฐลดลง ส่วนผลกระทางอ้อมราว 1.2% ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้ส่งออกไปยังประเทศซัพพลายเชนและการแข่งขันกับตลาดอื่นมากขึ้น

ส่วนผลกระทบต่อจีดีพีไทยจะอยู่ที่ราว 1% จาก 2.4% เหลือ 1.4% โดยเศรษฐกิจในครึ่งแรกของปียังขยายตัวได้ราว 3% แต่ครึ่งหลังของปีจะไม่ขยายตัวเลย ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัว และกระทบบรรยากาศจับจ่ายของครัวเรือนภายหลังจากกระทบแผ่นดินไหว ซึ่งประเด็นภาษีอาจจะกระทบรายได้ครัวเรือนหากกรณีมีการปิดโรงงาน

ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือ โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับการเจรจากับสหรัฐ และดีลที่จะได้รับ เพราะไทยไม่สามารถรู้ได้ว่าสหรัฐมีความต้องการอะไร โดยรัฐบาลอาจจะต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทั้งผู้ส่งออกและนำเข้า เพราะจะมีคนที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ จึงต้องมีการเจรจาให้ชัดเจน

“เศรษฐกิจมีแนวโน้มทั้ง Down side และ Up side หากไม่เจรจาอาจจะเห็นตัวเลขผลกระทบไหลมากกว่า 1% ได้ แต่หากเจรจาดีก็อาจมี Up side จึงขึ้นกับไทม์ไลน์และดีลที่เราได้มาด้วย ส่วนโอกาสที่สหรัฐจะปรับขึ้น 72% คงน้อย เพราะเราไม่มีทีท่าตอบโต้สหรัฐ และก็คงไม่เห็นเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือ Recession อาจจะเห็นไตรมาสต่อไตรมาสทรงตัว แต่ไม่ติดลบสองไตรมาสติด”

นางสาวณัฐพรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนโยบายการเงินและการคลังมองว่า อาจจะต้องผ่อนคลายมากกว่าที่ประเมินไว้ แต่ไทยมีพื้นที่นโยบายจำกัดมาก จึงต้องเลือกใช้เครื่องมือเฉพาะจุดเข้าไปดูแล และใช้นโยบายการคลังและการเงินเป็นมาตรการเสริม เนื่องจากเงินงบประมาณค่อนข้างน้อย โดยหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการนำมาใช้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นโจทย์ในระยะข้างหน้า โดยตัวเลขจีดีพี 1.4% ศูนย์วิจัยยังไม่ได้รวมปัจจัย (Take to Account) รัฐบาลกู้เพิ่ม

ขณะที่นโยบายการเงิน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP) เร็วขึ้นในการประชุมวันที่ 30 เมษายนนี้ และอีกครั้งครึ่งหลังของปีนี้ จากเดิมที่มองว่า กนง.จะมีการปรับลดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

“เครื่องมือการดูแลผลกระทบในแง่นโยบายการคลังและการเงินยังมีอยู่ แต่มีจำกัด เพราะหนี้สาธารณะยังไม่ถึง 70% แต่ทรัพยากรค่อนข้างจำกัด เราจะใช้อย่างไร และหาเงินเพิ่มได้อย่างไร เพราะต้องมีเรื่องของวินัยการคลัง ซึ่งเรามองว่าเรื่องภาษี เป็นปัญหาการค้าระหว่างประเทศและภาคอุตสาหกรรม จึงต้องหาเครื่องมือเฉพาะจุดมาดู และเกาให้ถูกที่คัน แต่กรณีหากมีผลกระทบรุนแรง เช่น ปิดโรงงาน อาจจะใช้มาตรการคลังในการเยียวยาแรงงาน เป็นต้น”

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า นโยบายการเงินเป็นการปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ส่วนประสิทธิผลอย่างไรนั้น หากรอบการประชุมวันที่ 30 เมษายนนี้มีการปรับลดดอกเบี้ยลง จะเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตาม ซึ่งไม่ได้แตกต่างมาก แต่รอบนี้จะเห็นการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภท แต่โดยรวมแล้วผู้กู้ยังคงได้ประโยชน์

อย่างไรก็ดี จะต้องติดตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารพาณิชย์ เพราะการปรับอัตราดอกเบี้ย 1-2 รอบจะมีผลกระทบต่อ NIM ซึ่งธนาคารไม่ได้ใส่ปัจจัยผลกระทบแผ่นดินไหวรวมไป แต่ในแง่ผู้บริโภคที่ได้รับประโยชน์ จะเป็นสินเชื่อบ้านที่ผูกอัตราดอกเบี้ยลอยตัว และผู้กู้ใหม่ ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจะไม่ได้รับประโยชน์การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ โดยคนที่ได้ประโยชน์มากกว่าจะเป็นภาคธุรกิจ

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากการประกาศภาษีสินค้านำเข้าไทย 37% คาดว่าจะฉุดมูลค่าการส่งออกราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 4 แสนล้านบาท ซึ่งต้องติดตามการเจรจา ตัวเลขผลกระทบอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยผลกระทบทางตรง จะเห็นว่าสินค้าไทยโดนเก็บภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ไทยต้องเผชิญการแข่งขันมากขึ้น และผลทางอ้อม ไทยส่งออกไปยังประเทศที่ 3 อาจโดนการแข่งขันจากจีน และคำสั่งที่ลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า

ดังนั้น คาดการณ์ว่ามูลค่าสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่มมีโอกาสเสี่ยงหดตัว โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์เสี่ยงหดตัวค่อนข้างแรง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เสี่ยงติดลบสูงขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนแรก -2.5% ซึ่งจากเดิมประเมิน MPI ในปี 2568 จะหดตัว-1% ถือเป็นการติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 3 คาดว่าจะติดลบเพิ่มขึ้นเป็น -3.4%

ขณะที่นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าในไตรมาสที่ 1/2568 นักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย และเกาหลี หดตัวติดลบหลังจากมีแผ่นดินไหว ซึ่งทำให้คาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่อาจจะค่อนข้างยาก ทำให้ศูนย์วิจัยปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้เหลือ 35.9 ล้านคน จากเดิมอยู่ที่ 37.5 ล้านคน โดยมีอัตราการเติบโตราว 2% สะท้อนว่าภาคท่องเที่ยวยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก แต่แรงขับเคลื่อนเริ่มแผ่วลง

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นทิศทางไม่ได้อ่อนค่าชัดเจน แต่ยังเคลื่อนไหวในกรอบที่ประเมินไว้ 33.0034.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเจตนาของทรัมป์ไม่อยากให้ค่าเงินมาเป็นแต้มต่อเรื่องของการค้า จึงอยากให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และส่งต่อมายังราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ขณะเดียวกันมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง ทำให้ค่าเงินบาทค่อนข้างผันผวน และไม่ได้อ่อนค่าตามปัจจัยพื้นฐาน

“มองไปข้างหน้าในช่วงที่ฝุ่นตลบ เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และไม่โตในช่วงครึ่งหลังของปี โดย กนง.จะมีการปรับลดดอกเบี้ย และดุลการค้าที่บางลงเรื่อย ๆ และอาจติดลบในบางเดือน ทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ โดยจะเห็นเงินบาทปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐาน แต่ไม่ใช่ปัจจัยในเรื่องของการรับมือเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐ”

สำหรับผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะเห็นว่าเอสเอ็มอียังคงมีประเด็นเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบหลายส่วน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งระบบขยับแตะกรอบบนที่ระดับ 2.85% สูงขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ 2.7% ขณะที่เอ็นพีแอลเอสเอ็มอี จะเห็นว่าธนาคารพยายามปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์การปบ่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) แต่หนี้เสียเอสเอ็มอีค่อนข้างสูงขยับเป็น 7.2-7.5% จากปีก่อนอยู่ที่ 7.17% ของสินรวมเอสเอ็มอี ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีคาดว่าจะอยู่ที่ -1% จากปีก่อน -3% โดยรวมทุกประเภทสินเชื่อจะขยายตัวอยู่ที่ 0.6%