เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสิริวิชญ์ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายชูชาติ รักจิตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง นายวิทยา แก้วมี ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ) นายกานต์ แก้วของแก้ว หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกับนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนายวสันต์ ถนอมทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นโครงการที่นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นโครงการที่จะบรรเทาความเดือนร้อนของราษฏร และความเสียหายจากการเกิดอุทกภัยซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี

สำหรับแม่น้ำตรัง เดิมมีศักยภาพในการรับน้ำได้เพียง 720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากเกิดฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 1,467 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้มีปริมาณน้ำส่วนเกินประมาณ 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ไหลล้นข้ามคันกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่สร้างความเสียหายให้กับราษฎรเป็นจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังขึ้น โดยการขุดคลองผันน้ำ ท้องคลองกว้าง 102 เมตร ความยาว 7.55 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำอีก 2 แห่ง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำ
หากโครงการนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถระบายน้ำส่วนเกินได้ในอัตรา 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำในแม่น้ำตรัง เป็นการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลหนองตรุด ตำบลนาโต๊ะหมิง และตำบลบางรักในเขตอำเภอเมือง จังหวัดตรัง ได้ประมาณ 10,525 ไร่

อนึ่ง ในการลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการฯในครั้งนี้ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เร่งรัดการดำเนินงานของโครงการฯ โดยได้สั่งการให้ทีมงานสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 และผู้รับจ้างเพิ่มบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ และเวลาทำการในการดำเนินงาน และมั่นใจว่าโครงการฯ จะสามารถรองรับน้ำหลากและผันน้ำได้ประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ในช่วงฤดูฝนปี 2561 นี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ได้ส่วนหนึ่ง ก่อนที่โครงการจะแล้วเสร็จ 100%
ที่มา : มติชนออนไลน์