“กสทช.” คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เร่งเตรียมประมูลคลื่นภายใต้สัมปทาน “ดีแทค” ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว เพื่อหวังจัดสรรใหม่ให้ได้ก่อนหมดสัมปทาน 15 ก.ย. 2561 ตัดปัญหาเคลียร์เงินรายได้เข้ารัฐตามมาตรการเยียวยาลูกค้าหลังสิ้นสุดสัมปทานที่มีบทเรียนจากสัมปทาน “เอไอเอส-ทรูมูฟ เอช” ที่จะ 5 ปีแล้ว ยังไม่ได้เงินเข้ารัฐสักบาท
แต่สุดท้ายวันเปิดยื่นคำขอเข้าร่วมประมูล 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้ง 3 ค่ายมือถือก็ไม่เข้าร่วม
จากที่เลขาธิการ กสทช. เคยขู่ไว้ว่า ต้องรอเปิดประมูลใหม่ปีหน้า แผนเปลี่ยนเป็นเร่งกระบวนการเปิดประมูลใหม่อีกครั้ง โดยเตรียมชงที่ประชุมบอร์ด 25 มิ.ย. 2561 อนุมัติหลักเกณฑ์และกรอบเวลา
โดยยืนเกณฑ์ประมูล 1800 MHz เหมือนเดิม คือราคาเริ่มต้นใบอนุญาตละ 37,457 ล้านบาท (15 MHz) เปิดให้ยื่นคำขอเข้าร่วมประมูล 26 ก.ค. และจัดประมูลวันที่ 4 ส.ค. 2561
แต่เพิ่มเติมการจัดประมูลคลื่น 900 MHz ราคาเริ่มต้น 37,988 ล้านบาท 1 ใบอนุญาต 5 MHz เปิดให้ยื่นคำขอ 31 ก.ค. 2561 และจัดประมูลวันที่ 10 ส.ค. 2561
ทั้งที่ก่อนนี้ 900 MHz มีข้อท้วงติงเรื่องการรบกวนกันย่านคลื่นที่อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย นำไปใช้กับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟความเร็วสูง โดยระบุว่าจำเป็นต้องรอผลการศึกษาในพื้นที่จริงก่อนเพื่อความปลอดภัย
แต่พอ 1800 MHz ถูกเมิน และ “ดีแทค” ประกาศชัดว่า อยากได้คลื่นย่านความถี่ต่ำมากกว่า ประเด็นเรื่องคลื่นกวนจนกระทบกับความปลอดภัย ก็ถูกทดแทนด้วยการบังคับให้ผู้ชนะการประมูลลงทุนระบบป้องกันการรบกวน และสามารถนำเงินลงทุนส่วนนี้มาหักออกจากเงินประมูลที่ต้องจ่ายได้ รวมถึงให้เริ่มนับเวลาใบอนุญาต 15 ปี เมื่อติดตั้งระบบเสร็จสิ้น
แหล่งข่าวภายในสำนักงาน กสทช.เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โอกาสที่มติที่ประชุมบอร์ด 25 มิ.ย.นี้ ที่จะ “ไม่เห็นด้วย” กับการเปิดประมูลแทบไม่มี เพราะปกติบอร์ดฝั่งโทรคมนาคมกับบรอดแคสต์จะไม่โหวตค้านที่เข้าข่ายก้าวก่ายงานกัน และปัจจุบันกรรมการฝั่งโทรคมนาคมมี 4 คน ฝั่งบรอดแคสต์มี 3 คน
“แม้ว่ากรณีนี้ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านโทรคมนาคม จะไม่โหวตสนับสนุน แต่มีการเดินสายทำความเข้าใจกับบอร์ดฝั่งบรอดแคสต์แล้ว และน่าจะมีอย่างน้อย 1 เสียงสนับสนุน ทำให้ผลโหวตเป็น 4 เสียง ได้จัดประมูลแน่ ๆ และถ้ามีการจัดประมูลคลื่นใต้สัมปทานดีแทคถึง 2 รอบแบบนี้แล้ว โอกาสที่ดีแทคจะได้เข้าสู่มาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทาน คือได้ใช้คลื่นต่อระหว่างรอจัดสรรคลื่นใหม่ ก็แทบจะไม่มี เพราะอ้างได้ว่า พยายามจัดประมูลอย่างดีที่สุดแล้ว”
“ใครได้ใครเสีย” จากมตินี้
แหล่งข่าววงในระบุว่า ทางเลขาธิการ กสทช. “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” มั่นใจว่า จะทำให้มีเงินรายได้ส่งเข้ารัฐเพิ่มขึ้นแน่นอน จากเดิมที่ปีนี้จะถึงกำหนดชำระเงินค่าประมูลคลื่นที่จัดไปก่อนหน้านี้ 30,210.92 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่กระทรวงการคลังยังได้ส่งหนังสือย้ำว่า กสทช. ต้องจัดประมูลคลื่นเพื่อนำส่งเงินเข้ารัฐให้ได้ เพราะได้มีการรวมเงินรายได้ส่วนนี้เข้าในประมาณการรายได้ประจำปีไว้แล้ว
แต่ถ้าประมูลได้เฉพาะ 900 MHz จำนวนเงินที่จะเข้ารัฐอาจจะไม่ได้ตามเป้า เพราะเงื่อนไขงวดจ่ายเงินก่อนรับใบอนุญาตอยู่แค่ 4,020 ล้านบาท ต่างกับงวดจ่ายเงินคลื่น 1800 MHz ที่ต้องจ่ายทันที 50% ของราคาประมูล ซึ่งเท่ากับว่าจะมีเงินรายได้พลาดเป้าไปหมื่นกว่าล้านบาท
“เลขาธิการ กสทช. ย้ำกับบอร์ดฝั่งโทรคมนาคมว่า ถ้าจัดประมูล 900 MHz จะมีผู้ประมูลแน่นอน เพราะดีแทคประกาศไว้ว่าสนใจ แม้จะแพงแต่เป็นคลื่นย่านต่ำลอตสุดท้าย
ซึ่งถ้าไม่ประมูลก็ต้องรอปี 2563 ที่คลื่น 700 MHz จะได้กลับมาหลังยุติทีวีแอนะล็อกทั้งระบบ และจากที่ได้เข้าไปหารือนอกรอบกับเอไอเอสก็แจ้งว่า สนใจร่วมประมูลคลื่น 900 ด้วย เพราะเป็นแถบคลื่นที่ติดกับส่วนที่บริษัทมีอยู่แล้ว ถ้าได้คลื่นยาวติดกัน 15 MHz ก็จะบริการลูกค้าได้ดีขึ้น ก็อาจจะเกิดการเคาะราคาแข่งขันในคลื่นย่านนี้”
ส่วนคลื่น 1800 MHz ยังเชื่อว่ากลุ่มทรูฯ จะเข้าร่วมประมูลหาก “คสช.” พิจารณาผ่อนชำระการจ่ายเงินคลื่น 900 MHz จากการประมูลครั้งก่อนของ “เอไอเอสและทรู” ที่จะถึงกำหนดจ่ายในปี 2563 อีกรายละกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้า “ทรู” เข้าประมูลก็จะทำให้มีเงินประมูลเข้ารัฐปีนี้ได้อีกอย่างน้อย 18,000 ล้านบาท
“เห็นได้ชัดว่า สำนักงาน กสทช. มั่นใจว่าจะมี ม. 44 ออกมาช่วยเรื่องงวดจ่ายเงิน เพราะจากเอกสารเสนอบอร์ดมีการระบุเพิ่มเติมเงื่อนไขงวดการชำระเงินคลื่น 900 MHz ที่จะมีการจัดประมูลใหม่ว่า หากผู้ชนะประมูลคลื่น 900 MHz ก่อนหน้านี้ได้เลื่อนงวดชำระเงิน ให้ผู้ชนะในครั้งนี้มีกำหนดงวดจ่ายเงินแบบเดียวกัน”
ดังนั้น มติบอร์ดเดินหน้าจัดประมูลคลื่นต่อ “กสทช.” ได้ผลงานจากการหาเงินเข้ารัฐ จากคลื่นย่าน 900 MHz “รัฐ” ได้เงินเข้ารัฐปีนี้อย่างน้อย 4,020 ล้านบาท และอาจได้เพิ่มเป็นกว่า 2 หมื่นล้านบาท หาก “คสช.” ใช้ “ม.44” ผ่อนผันงวดจ่ายเงินประมูลครั้งก่อนให้กับเอไอเอสและทรู แต่นั่นหมายถึง “คสช.” ต้องยอมรับกับผลเสียที่ตามมา โดยเฉพาะกระแส “รัฐถังแตกร้อนเงิน” จนยอมให้ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมกดดันให้เดินตามเกม
ส่วนฟากโอเปอเรเตอร์แทบจะไม่มีอะไรต้องเสีย นอกจากเงินประมูลคลื่น แม้จะเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่ก็นำมาหารายได้เข้าบริษัท ทั้งต่อให้ “ดีแทค” ไม่ได้เยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทาน แต่แหล่งข่าวภายในดีแทคเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การไม่ได้เยียวยาคลื่น 1800 MHz ไม่มีปัญหาเท่ากับการไม่มีคลื่น 900 MHz ซึ่งถ้า กสทช.จัดประมูลคลื่น 900 MHz แล้วบริษัทก็มีทางออก