เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
Columns ต่ออายุข้าราชการ เชื่อมอายุรัฐบาล
คุยกับเศรษฐา : แก้วิกฤตข้อมูลน้ำได้ ก็แก้ปัญหาน้ำได้
Columns คุยกับเศรษฐา : แก้วิกฤตข้อมูลน้ำได้ ก็แก้ปัญหาน้ำได้
แบงก์ชี้มิจฉาชีพพุ่งเป้านักศึกษามากขึ้น เตือนกลโกงรูปแบบใหม่
Finance แบงก์ชี้มิจฉาชีพพุ่งเป้านักศึกษามากขึ้น เตือนกลโกงรูปแบบใหม่
ประคับประคองเศรษฐกิจ
Columns ประคับประคองเศรษฐกิจ
COM7-SPVI-CPW-ADVANC-TRUE รับอานิสงส์ iPhone 18 จับตาแรงซื้อรอบเปลี่ยนเครื่อง
Finance COM7-SPVI-CPW-ADVANC-TRUE รับอานิสงส์ iPhone 18 จับตาแรงซื้อรอบเปลี่ยนเครื่อง
ราคาทองวันนี้ (12 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (12 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,050 บาท
ททท.คาดเทศกาลวันหยุด Golden Week ปีนี้จีนเที่ยวไทย 2.5 แสนคน สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้าน
Economic ททท.คาดเทศกาลวันหยุด Golden Week ปีนี้จีนเที่ยวไทย 2.5 แสนคน สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้าน
รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันไทย
Politics รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 2571 ยกเครื่องเศรษฐกิจ–ราชการ–การศึกษา เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันไทย
เอกชนหนุนแผนสมดุล PDP 2026 ไฟฟ้าสีเขียว 73%-ส่ง “เอกนัฏ” เคาะ
Economic เอกชนหนุนแผนสมดุล PDP 2026 ไฟฟ้าสีเขียว 73%-ส่ง “เอกนัฏ” เคาะ
อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
Politics อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
ดูทั้งหมด

บาทแข็งค่า จับตาความคืบหน้าการเจรจาการค้าสหรัฐ

21 เม.ย. 2568 | 19:01น.
เงินบาท

บาทแข็งค่า จับตาความคืบหน้าการเจรจาการค้าสหรัฐ และการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป ก่อนที่เงินบาทจะปิดตลาดที่ระดับ 33.09/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 21 เมษายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/04) ที่ระดับ 33.17/19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวนศุกร์ (18/04) ที่ระดับ 33.45/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเทียบเงินสกุลหลักที่ระดับ 98.7 ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากตลาดเงินในหลายประเทศปิดทำการเนื่องในวัน Good Friday และบางประเทศยังปิดทำการต่อเนื่องในวันนี้ เนื่องในเทศกาล Easter

ทั้งนี้ นักลงทุนรอติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้าสหรัฐ และการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้พาวเวลล์เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย และขู่ว่าจะปลดพาวเวลล์ออกจากตำแหน่งหากไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

เฟดหวั่นนโยบายทรัมป์ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้แสดงความไม่พอใจที่พาวเวลล์กล่าวว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของ ปธน.ทรัมป์จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐ อย่างไรก็ดี พาวเวลล์ยืนยันว่า ปธน.ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการปลดเขาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดในเดือน พ.ค. 2569

พร้อมให้ความเห็นว่าการที่รัฐบาลสหรัฐตั้งกำแพงภาษีศุลกากรต่อประเทศต่าง ๆ ในอัตราที่สูงเกินคาดอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและถ่วงเศรษฐกิจลง พร้อมกล่าวว่านโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์อาจทำให้ภารกิจของเฟดเผชิญความท้าทายมาก

ทางด้านนายเอริก ลอมบาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่า ความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์จะตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น และเศรษฐกิจสหรัฐจะตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพ หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ลอมบาร์ดให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ทรีบูน ดีมองช์ (La Tribune Dimanche) ของฝรั่งเศสว่า ทรัมป์ทำลายความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์มานานแล้วด้วยการใช้มาตรการภาษีศุลกากร และหากพาวเวลล์ถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานเฟด ความน่าเชื่อถือนี้จะยิ่งเสียหายหนักขึ้น เพราะต้นทุนการชำระหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับความปั่นป่วนอย่างรุนแรง

ซึ่งการแสดงความเห็นของลอมบาร์ดมีขึ้นหลังจากที่ ปธน.ทรัมป์แสดงความไม่พอใจที่พาวเวลล์ระมัดระวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เงินบาทแข็งค่าสุดรอบกว่า 6 เดือน

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบเกินครึ่งปี ตามการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของราคาทองคำ ซึ่งปรับตัวเหนือระดับ 3,390 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และบรรดาประเทศคู่ค้า

ทั้งนี้ค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังได้รับปัจจัยบวกจากแรงซื้อบอนด์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 16/18 เม.ย. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 904 ล้านบาท แต่อยู่ในฝั่งซื้อสุทธิพันธบัตรไทยถึง 31,141 ล้านบาท

ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินผลของสงครามการค้าต่อไทยว่าความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงและยืดเยื้อ โดยผลกระทบจะส่งผ่านช่องทางหลัก ได้แก่ ตลาดการเงินผันผวนสูง การตัดสินใจลงทุนชะลอดดกไป ส่งออกจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี สินค้าไทยจะเผชิญกับการแข่งขันรุนแรง และเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวลงจากปัจจัยด้านอุปทาน ความเห็นของทางการที่ว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในบางภาคส่วน (Sector) และการเน้นย้ำปัญหาด้านอุปทานดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ว่ามาตรการที่ตรงจุดอาจมีประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบาย

ทั้งนี้นักลงทุนรอติดตามรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) เดือนมีนาคม เพื่อประเมินว่า ยอดการส่งออกของไทย เริ่มเผชิญผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐมากน้อยเพียงใด หลังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยอดการส่งออกเร่งตัวขึ้นและขยายตัวได้เกิน +10% เมื่อเทียบรายปี ตามการเร่งนำเข้าสินค้า จากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.08-33.24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.09/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/04) ที่ระดับ 1.1471/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/04) ที่ระดับ 1.137/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

โดยค่าเงินยูโรปรับตัวแตะจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 บริเวณ 1.1485 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเทียบสกุลเงินหลัก ถึงแม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 25bps เป็น 2.25% ตามคาดการณ์ของตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17/04) และเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 7 ในวัฏจักรนี้ โดยอีซีบีระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนถูกผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ดีในสัปดาห์นี้ นักลงทุนรอประเมินทิศทางนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOB) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซนและอังกฤษ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Climate) พร้อมทั้งรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE โดยนางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะมีการกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคาร (22/04)

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.0804-1.0849 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0827/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/04) ที่ระดับ 141.16/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/04) ที่ระดับ 142.37/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (21/04) ว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเนื้อหาของข้อตกลงในการเจรจาเรื่องภาษีกับทางสหรัฐมากกว่าความเร่งรีบในการเจรจาพร้อมให้คำมันว่าจะไม่ประนีประนอมง่าย ๆ ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์และการค้าสินค้าเกษตร

นอกจากนี้ นายอิชิบะกล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ญี่ปุ่นต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงกลุ่มประเศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากการเจรจาระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐจะกลายเป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่น ๆ ในช่วงที่จีนพยายามแสดงบทบาทผู้นำด้านการค้าเสรี

ทั้งนี้สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาญี่ปุ่นและสหรัฐ ได้เริ่มการเจรจาภาษีระดับรัฐมนตรี โดยนายเรียวเซ อาคาซาวะ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้พบกับทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะบริหารที่กรุงวอชิงตัน และคาดว่าจะมีการเจรจารอบต่อไปกับฝ่ายสหรัฐ ภายในสิ้นเดือนนี้

นอกจากนี้นายคัตสึโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น มีกำหนดพบนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐ ชาติเพื่อเข้าร่วมการประชุมภาคฤดูใบไม้ผลิของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในกรุงวอชิงตันช่วงปลายสัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน อิชิบะได้แสดงความเต็มใจที่จะเดินทางไปสหรัฐ เพื่อพบปะกับทรัมป์โดยตรง ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาระดับรัฐมนตรีของทั้งสอง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 140.48-142.14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 140.64/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน มี.ค. จาก Conference Board (21/04), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้น และภาคบริการขั้นต้นเดือน เม.ย. (23/04), ยอดขายบ้านใหม่เดือน มี.ค. (23/04), รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) จากธนาคารกางสหรัฐ (เฟด) (24/04), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (24/04), ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน มี.ค. (24/04), ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน มี.ค. และยอดขายบ้านมือสองเดือน มี.ค. (24/04)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.2/-6.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -9.5/8.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ