เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
CREDIT กำไรครึ่งปีแรกกว่า 2,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากรายได้ดอกเบี้ย-สินเชื่อ SME โตสวนตลาด
Finance CREDIT กำไรครึ่งปีแรกกว่า 2,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากรายได้ดอกเบี้ย-สินเชื่อ SME โตสวนตลาด
ออมสิน เปิดกู้สินเชื่อ ‘ออมสินสร้างอาชีพ’ ช่วยคนตัวเล็ก สูงสุดรายละ 5 หมื่น พร้อมดอกเบี้ยต่ำ
Finance ออมสิน เปิดกู้สินเชื่อ ‘ออมสินสร้างอาชีพ’ ช่วยคนตัวเล็ก สูงสุดรายละ 5 หมื่น พร้อมดอกเบี้ยต่ำ
2 กูรูเศรษฐกิจ KKP ‘ศุภวุฒิ-พิพัฒน์’ เตือนรับมือความเสี่ยง AI ชี้กระแสลงทุนอาจแบกตลาดได้อีกแค่ 2-3 ปี
Finance 2 กูรูเศรษฐกิจ KKP ‘ศุภวุฒิ-พิพัฒน์’ เตือนรับมือความเสี่ยง AI ชี้กระแสลงทุนอาจแบกตลาดได้อีกแค่ 2-3 ปี
กยศ. เตือนผู้กู้ยืมเงินตรวจสอบก่อนชำระหนี้ ป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้างหลอกโอนเงิน
Finance กยศ. เตือนผู้กู้ยืมเงินตรวจสอบก่อนชำระหนี้ ป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้างหลอกโอนเงิน
เอกนิติ มองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย
Finance เอกนิติ มองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย
ขนส่งเปิดสถิติรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศพุ่ง 45 ล้านคัน เฉพาะรถ EV แตะ 1.2 ล้านคัน
Economic ขนส่งเปิดสถิติรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศพุ่ง 45 ล้านคัน เฉพาะรถ EV แตะ 1.2 ล้านคัน
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 ยอดลงทะเบียน 1.64 ล้านคน ประกาศผู้มีสิทธิ 10 ส.ค.
HR เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 ยอดลงทะเบียน 1.64 ล้านคน ประกาศผู้มีสิทธิ 10 ส.ค.
“ขรรค์ชัย บุนปาน” นำทีมมติชน หนุนภารกิจมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
SD “ขรรค์ชัย บุนปาน” นำทีมมติชน หนุนภารกิจมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
เอกนิติเร่งประชุมบอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เตรียมช่วยผู้ถูกนำชื่อไปเปิดบัญชี-นั่งกรรมการบริษัท
Finance เอกนิติเร่งประชุมบอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เตรียมช่วยผู้ถูกนำชื่อไปเปิดบัญชี-นั่งกรรมการบริษัท
ร่วมชมงานคราฟต์ที่“NEXTOPIA ECO & Craft Festival: Craft Your Future”
Biz Movement ร่วมชมงานคราฟต์ที่“NEXTOPIA ECO & Craft Festival: Craft Your Future”
ดูทั้งหมด

ธุรกิจท่องเที่ยว-ค้าปลีกยอดร่วง ร้านอาหารชื่อดังทยอยปิดสาขา

23 เม.ย. 2568 | 06:18น.

มู้ดบริโภคภายในประเทศร่วงหนัก ! ธุรกิจค้าปลีก 4 ล้านล้านเติบโตติดลบ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยชี้คนไทยชะลอการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวต่างชาติหาย ภาษีทรัมป์ทำเศรษฐกิจป่วยซ้ำอีกระลอก ร้านอาหารแบรนด์ใหญ่ไม่ยอมเจ็บตัวนาน ไม่ทำเงินปิดสาขาในห้างดัง LINE MAN Wongnai ชี้ธุรกิจร้านอาหารอายุสั้น “เปิดแสน-ปิดแสน” ปิดตัวปีแรกมากกว่า 50% ด้านภาคท่องเที่ยวเร่งปรับกลยุทธ์เจาะตลาดใช้จ่ายสูง หลังตัวเลข มี.ค.-เม.ย.ร่วงหนัก เหลือวันละไม่ถึง 1 แสนคน

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทยในปี 2568 นี้เต็มไปด้วยความท้าทายจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกและผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และเศรษฐกิจโลก

ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัว บวกกับภาคท่องเที่ยวที่มีอัตราการเติบโตที่ลดลงจากผลกระทบด้านความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและเหตุแผ่นดินไหว ทำให้การจับจ่ายของนักท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 30% ของภาคธุรกิจค้าปลีกลดลงตามไปด้วย

ค้าปลีก 4 ล้านล้านโตติดลบ

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีจำนวนมากกว่า 3.3 ล้านรายก็ถูกกระทบหนัก อาทิ กลุ่มผู้ผลิต-แบรนด์สินค้า รวมถึงร้านอาหาร-เครื่องดื่ม หลังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงกับสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่รุกเข้ามาหาตลาดใหม่แทนสหรัฐอเมริกา เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์เสริมและเครื่องประดับ, สิ่งทอ รวมไปถึงร้านอาหาร-เครื่องดื่ม ที่ชูจุดแข็งด้านราคา

นอกจากนี้ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยก็ปรับเพิ่มสูงขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรง, ค่าโลจิสติกส์, ค่าพลังงานและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ส่วนภาคส่งออกก็กำลังเผชิญกับกำแพงภาษีที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังรายได้ของพนักงานที่เกี่ยวข้องในธุรกิจดังกล่าวนี้

“ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่า ในปี 2568 การเติบโตของภาคค้าปลีกไทยมูลค่า 4 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน โดยคาดว่าช่วงปี 2567-2568 อาจเติบโตเพียง 3.4% ต่ำกว่าช่วงปี 2565-2566 ที่เติบโตถึง 5.9%

และระบุว่าปัจจัยลบปีนี้มีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำแพงภาษีสหรัฐ กำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงการแข่งขันรุนแรงกับแพลตฟอร์มค้าปลีกต่างชาติอย่าง e-Commerce” นายณัฐกล่าว

ร้านอาหารทยอยปิดสาขา

แหล่งข่าวในธุรกิจค้าปลีกกล่าวเสริมว่า ภาพการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมา และเห็นปรากฏการณ์ของผู้ประกอบการร้านอาหารหลายรายประกาศปิดสาขาในห้าง-ศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

อาทิ เฮงหอยทอดชาวเล ร้านอาหารสตรีตฟู้ดส์ชื่อดังจากภูเก็ตที่มี 10 สาขาในกรุงเทพฯ เช่น The Emporium, Fashion Island, One Bangkok, บรรทัดทอง และอื่น ๆ ประกาศปิดสาขาไอคอนสยาม หลังเปิดได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น

คาโกโนะยะ (Kagonoya) ร้านชาบูสไตล์ญี่ปุ่นซึ่งมี 13 สาขา ประกาศปิดบริการถาวรสาขา The Walk เกษตร-นวมินทร์ และสาขา Central Westgate หลังจากที่ปิดสาขา Marche ทองหล่อ ไปก่อนแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ร้านไอศกรีมทิพย์รส ซึ่งประกาศปิดสาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 พร้อมแจ้งว่าเตรียมเปิดสาขาใหม่เร็ว ๆ นี้ และเชิญชวนให้ผู้บริโภคใช้บริการสาขาเตาปูน บริเวณซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 2 แทน เช่นเดียวกับ James Boulangerie เชนร้านครัวซองต์ ที่ประกาศให้บริการสาขา ICONSIAM เป็นวันสุดท้ายเมื่อ 16 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกล่าวว่า ปรากฏการณ์การประกาศปิดสาขาของร้านอาหารแบรนด์ใหญ่นี้ถือเป็นเรื่องปกติในวงการธุรกิจร้านอาหาร เพราะธรรมชาติของธุรกิจร้านอาหารนั้นจะมีการตัดสินใจเปิด-ปิดกิจการที่รวดเร็ว และด้วยสภาพการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

โดยเมื่อผู้ประกอบการเห็นว่าทำเลใดมีศักยภาพจะลองเปิดสาขาทันที และหากไม่ตอบโจทย์จะตัดสินใจปิดทันทีเช่นกัน จึงเชื่อว่าภาพการปิดตัวของร้านอาหารเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากนัก

“ผมมองว่าห้างและศูนย์การค้ายังคงเป็นทำเลศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านทราฟฟิก หรือจำนวนผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการในแต่ละวันซึ่งสูงมาก ช่วยเพิ่มโอกาสการขายให้กับผู้ประกอบการ”

ร้านอาหาร “เปิดแสน-ปิดแสน”

สอดรับกับ นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ที่กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนร้านอาหารในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 7 แสนร้าน โดยแต่ละปีมีจำนวนร้านเปิดใหม่ราว 1 แสนร้าน แต่ร้านที่ปิดก็มีจำนวนเท่า ๆ กันเช่นกัน สะท้อนว่าไซเคิลหรืออายุของร้านอาหารค่อนข้างสั้น

สำหรับปีนี้แนวโน้มของการเปิดร้านอาหารมีจำนวนน้อยลงกว่าปีที่แล้ว โดยช่วงไตรมาส 1/2568 ที่ผ่านมา มีร้านอาหารเปิดใหม่ประมาณ 19,000 ร้าน ขณะที่ช่วงไตรมาส 1/2567 มีร้านเปิดใหม่ 22,000 ร้าน

“อายุเฉลี่ยของร้านอาหารอยู่ที่ประมาณ 5 ปี ถ้าร้านไหนรอดก็อยู่ได้ยาว ๆ แต่ถ้าไม่รอด ภายใน 2-3 ปีก็จะปิดตัวลง” นายยอดกล่าว

นอกจากนี้ ข้อมูลภายในของ LINE MAN Wongnai ยังระบุด้วยว่า จำนวนร้านอาหารที่ปิดตัวลงตั้งแต่ปีแรกมีมากกว่า 50% และร้านที่ปิดตัวลงภายใน 3 ปี มีมากกว่า 65% ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นร้านอาหาร 1,230 ร้านของ LINE MAN Wongnai พบว่า

ปัญหาหนักใจที่สุดของร้านอาหาร ประกอบไปด้วย ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น 77%, ต้นทุนอื่น ๆ สูงขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า 60%, จำนวนร้านคู่แข่งเพิ่มขึ้น 57%, จำนวนลูกค้าใหม่ลดลง 47%, จำนวนลูกค้าประจำลดลง 45% และต้นทุนแรงงานสูงขึ้น 27%

นักท่องเที่ยวต่อวันร่วงต่ำแสน

สำหรับในภาคของธุรกิจท่องเที่ยวนั้น แหล่งข่าวในธุรกิจโรงแรมระดับ 5 ดาวกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยเดือนมีนาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.72 ล้านคน ต่ำกว่าปี 2567 ที่มีจำนวน 2.98 ล้านคน หรือเฉลี่ยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณ 90,000 คนต่อวัน และยังคงชะลอตัวต่อเนื่องในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70,000-80,000 คนต่อวัน

โดยตลาดที่ลดลงไปอย่างชัดเจน คือ จีน เนื่องจากเจอวิกฤตซ้ำหลายเรื่อง ตั้งแต่ประเด็นความไม่ปลอดภัย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แผ่นดินไหวพม่าที่ส่งผลกระทบถึงไทย ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนต่อวันลดลงเกือบครึ่ง จากเฉลี่ยประมาณ 14,000-15,000 คนต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 8,000-10,000 คนต่อวัน เช่นเดียวกับมาเลเซียและเกาหลีใต้ที่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องเช่นกัน

“แม้เดือนเมษายนจะมีเทศกาลสงกรานต์ แต่จากตัวเลขของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ในเดือนเมษายนนี้มีวันที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเกิน 100,000 คนอยู่เพียง 2 วันเท่านั้น คือวันที่ 11-12 เมษายน วันอื่น ๆ เฉลี่ยราว 70,000-90,000 คน เช่น วันที่ 15 เมษายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมาอยู่ในระดับ 62,702 คน” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

จากสถิติล่าสุดพบว่าตั้งแต่ 1 มกราคม-14 เมษายน 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 27% หากดูเฉพาะเดือนมีนาคม-เมษายน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 45-50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปรับกลยุทธ์เน้นตลาดใช้จ่ายสูง

ด้านนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (บอร์ด ททท.) กล่าวว่า หลังจากเกิดปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องความปลอดภัยในการเที่ยวไทย แผ่นดินไหว การปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐและจีน ฯลฯ กระทรวงได้สั่งการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายใหม่สำหรับปี 2568 ว่าให้ทำรายได้จากการท่องเที่ยวเท่ากับปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดโควิด-19 สร้างรายได้รวมที่ 3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวไทย 1 ล้านล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ที่ 3.5 ล้านล้านบาท

โดยแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้จะต้องเน้นเจาะตลาดลักเซอรี่มากขึ้น โดยเฉพาะตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต หรือยุโรป ที่ตอนนี้ไม่เดินทางไปสหรัฐ เช่น สเปน เยอรมัน สวีเดน อังกฤษ และรวมไปถึงแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และต้องไม่ไปทุ่มจัดอีเวนต์ในตลาดที่ปลุกไม่ขึ้นในตอนนี้

รวมถึงปรับตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน (KPI) ของ ททท.ใหม่ จากเดิมที่วัดจากจำนวนนักท่องเที่ยว เปลี่ยนมาเป็นวัดจากรายได้ของนักท่องเที่ยวแทน ทั้งนี้ จะพยายามทำให้แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคมนี้

รายได้ท่องเที่ยว 8.6 แสนล้าน

นางสาวนัทรียากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาภาพรวมของการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศน่ากังวลมาก โดยเฉพาะตลาดจีนที่เคยมาไทยวันละ 100,000 คน ปัจจุบันบางวันเหลือเพียง 7,000 คนเท่านั้น ทั้งนี้ ไตรมาสแรกที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค. 68) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.55 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนการฟื้นตัว 88% เมื่อเทียบกับปี 2562 สร้างรายได้ 471,975 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 นี้ (เม.ย.-มิ.ย. 68) คาดว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8.37 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อนสร้างรายได้ 390,420 ล้านบาท รวมรายได้จากการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศในครึ่งแรกประมาณ 862,295 ล้านบาท ซึ่งถือว่ายังห่างไกลเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก