HSBC อัดงบฯลงทุน 6 พันล้านดอลลาร์ ลุยช่วยลูกค้ารับเศรษฐกิจ-ดิจิทัลเพย์เมนต์โตพุ่ง
นายนิธิ วชิรโกวิทย์
ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เดินหน้าวางแผนงบฯลงทุน 6 พันล้านดอลลาร์ รองรับระบบการชำระเงินดิจิทัลทั่วโลกเติบโตก้าวกระโดด ยอดแตะ 4.5 พันล้านรายการต่อปี เม็ดเงิน 600 ล้านล้านดอลลาร์ คาดเศรษฐกิจดิจิทัลแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดสถิติ ธปท.คนไทยใช้เงินสด-เช็ค อานิสงส์พร้อมเพย์ ดันยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 4.8 เท่า
นายนิธิ วชิรโกวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดการด้านการเงินและบริหารสภาพคล่อง ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมระบบการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียและไทย จะเห็นว่ามีทิศทางเพิ่มมากขึ้น สะท้อนผ่านข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเห็นว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการใช้เงินสดลดลง โดยตัวเลขการเบิกถอนเงินสดผ่าน ATM และเคาน์เตอร์ธนาคารลดลง 12% และการใช้เช็คลดลงราว 35% ซึ่งสอดคล้องพฤติกรรมการโอนเงินของลูกค้าบุคคลและบริษัทที่มีการใช้โอนเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลประเทศไทย ถือเป็นประเทศอันดับต้น ๆ ในอาเซียนในการโอนเงินแบบเรียลไทม์ ซึ่งในปี 2567 มีการโอนเงินจำนวนเฉลี่ย 651 รายการต่อคนต่อปี เพิ่มจากปี 2562 ที่อยู่ 135 รายการต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 4.8 เท่า โดยเฉลี่ยมีการโอนเงินอยู่ที่ 1.5-2 ครั้งวัน โดยในแง่มูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 480 บาท ลดลงจาก 990 บาท สะท้อนว่าคนไทยโอนเงินบ่อยขึ้นและยอดวงเงินการโอนลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการโอนเงิน “พร้อมเพย์” ที่มีการใช้แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากโอนง่ายสะดวกทั้งเบอร์มือถือและเลขที่บัตรประชาชน (ID) รวมถึงต้นทุนในการโอนเงินที่ต่ำ และโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้งานในต่างประเทศด้วย
และจากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ภูมิทัศน์การชำระเงิน (Payment Landscape) เปลี่ยนไป โดยบทวิจัยของบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 ปริมาณการโอนเงินเรียลไทม์ทั่วโลกจะอยู่ที่ 5.75 แสนล้านรายการ เติบโต 16.7% เมื่อเทียบกับปี 2566 และคาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ในภูมิภาคเอเชียจะเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 เมื่อเทียบปี 2567 อยู่ที่ 3 แสนล้านดอลลาร์
ขณะที่ธนาคารเอชเอสบีซี เป็นธนาคารที่ผู้นำด้านการชำระเงินอันดับ 1 ของโลก โดยมีการทำธุรกรรมด้านการชำระเงินถึง 4,500 ล้านครั้งต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านล้านดอลลาร์ โดย HSBC Global Payments Solutions หรือฝ่ายจัดการด้านการเงินและบริหารสภาพคล่อง มีจุดเด่นใน 3 ด้าน คือ ในฐานะธนาคารระดับโลก ธนาคารสามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการระบบการเงินได้ในธนาคารเดียว ตั้งแต่ฝั่งขารับและฝั่งขาจ่าย เพื่อบริหารจัดการกระแสเงินสดในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และ 2.Real Time Payment การให้บริการการชำระเงินแบบเรียลไทม์ และ 3.API ซึ่งเป็นการรับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเพื่อจะช่วยให้การชำระเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดังนั้น จากแนวโน้มการชำระเงินที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารต้องเตรียมตัวรองรับปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารเอชเอสบีซีได้มีแผนการลงทุนต่อเนื่องราว 6,000 ล้านดอลลาร์ในการรองรับ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ความเพียงพอในการรองรับธุรกรรม (Capacity) 2.มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และ 3.ความปลอดภัยและการป้องกันการทุจริต
“ธนาคารตั้งเป้าเป็นผู้นำของแบงก์ต่างประเทศในด้านการชำระเงินผ่านดิจิทัลของลูกค้าธุรกิจในไทย เนื่องจากเรามีเครือข่ายทั่วโลก 58 ประเทศ และสามารถทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ครอบคลุม 16 ประเทศ ในเซ็กเตอร์สำคัญ ไม่ว่าอีคอมเมิร์ซหรือฟู้ดดีลิเวอรี่ เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนลูกค้าต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้สามารถบริหารจัดการทำธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น“