เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จิตวิทยา

27 เม.ย. 2568 | 17:26น.
china

china

คอลัมน์ : Market-think 
ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

ถ้าไม่ได้เป็น “หญ้าแพรก” ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

และไม่ได้เป็นประชากรในประเทศที่เจอกำแพงภาษีจาก “โดนัลด์ ทรัมป์”

การเดินเกมของ “ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” ถือเป็นเกมการเจรจาต่อรองที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง

ไม่มีใครยอมใคร

ผู้นำจากมหาอำนาจทั้งสองขยับหมากแต่ละครั้ง สะเทือนไปทั้งโลก

มีคนบอกว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่ “ทรัมป์” พูด

เพราะทุกอย่างคือการต่อรอง

เขาพร้อมจะพลิกกลับได้ตลอดเวลา

ถ้าใครจำตอนที่ “ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรกได้

ปี 2561 เขาเคยขู่เกาหลีเหนือที่ประกาศจะทดลองขีปนาวุธข้ามทวีปว่าถ้าทำจริง เกาหลีเหนือจะเจอกับ “ไฟบรรลัยกัลป์” ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

ผ่านไป 1 ปี “โดนัลด์ ทรัมป์” เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ

กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่เดินข้ามเส้นขนานที่ 38 ไปจับมือกับ “คิม จอง อึน”

“ทรัมป์” เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้เชื่อมั่นในศิลปะของความเป็นไปได้

เห็นที่ดินว่างเปล่าแล้วจินตนาการถึงภาพสุดท้ายว่าทำความว่างเปล่าให้เป็นอะไร

คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือ สวนสนุก

“ทรัมป์” เชื่อมั่นในประสบการณ์การเจรจาต่อรอง

การเดินเกมขู่ด้วย “กำแพงภาษี” กับประเทศทั่วโลก คือ การกำหนดเกมการเจรจาต่อรองที่จุดที่เขาคิดว่าได้เปรียบที่สุด

ซึ่งได้ผลจริง ๆ สำหรับทุกประเทศ

ยกเว้น “จีน”

และเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ “ทรัมป์” ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน

ในฐานะ “คนดู” การเดินเกมของ “ทรัมป์” น่าสนใจมากนะครับ

ทำไมต้องเริ่มจากกำแพงภาษีสูง ๆ และกำหนดเวลาสั้น ๆ

ก่อนจะผ่อนคลายยืดเวลาเป็น 90 วัน

ทำไมเลือกคุยกับประเทศนี้ก่อนประเทศนั้น

คุยกับญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ก่อนเป็นลำดับแรก ๆ

ทำไมเลือกคุยกับเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ก่อนประเทศไทย

เขาเดินหมากแบบนี้ทำไม ?

ใครเห็นตัวเลข GDP ของแต่ละประเทศที่ “ไอเอ็มเอฟ” คาดการณ์แล้วคงตกใจ

เพราะมาตรการกำแพงภาษีของ “ทรัมป์” ทำให้ GDP ทุกประเทศลดลงเยอะมาก

โดยเฉพาะไทย

จาก 2.9 เหลือ 1.8

ลดลง 1.1

หรือ 38%

ไม่แปลกที่ภาคธุรกิจต่าง ๆ จะเริ่มขยับตัว แม้กำหนดเวลาเรื่องกำแพงภาษีจะเริ่มประมาณต้นเดือนกรกฎาคม

และไม่รู้ว่าหลังการเจรจา สหรัฐอเมริกาจะคิดกำแพงภาษีกับไทยเท่าไร

แต่น่าจะต่ำกว่า 37% ที่ประกาศไว้

ใครเห็นตัวเลข GDP ที่ไอเอ็มเอฟและนักวิเคราะห์ในประเทศทำนายแล้ว

ใจไม่แข็ง อาจหัวใจวายได้

ผลกระทบแท้จริงนั้นยังไม่เกิด เพราะกว่าจะเริ่มใช้อัตราภาษีใหม่ที่มีการเจรจาก็อีก 2 เดือนกว่า

แต่ผลทาง “จิตวิทยา” นั้นเริ่มแล้ว

คนส่วนใหญ่เชื่อแล้วว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ย่ำแย่อย่างแน่นอน

ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนคงพยายามรักษาเก้าอี้ไว้ดี ๆ

และเริ่มประหยัดอย่างจริงจัง

ภาคธุรกิจก็เริ่มคิดแบบตั้งรับ เพราะรู้แล้วว่าปีนี้กำลังซื้อลดต่ำลง

แม้จะนึกภาพไม่ออกว่ากำแพงภาษีของ “ทรัมป์” จะส่งผลต่อชาวบ้านทั่วไปอย่างไร

แต่คิดว่าต้องกระทบแน่ ๆ

ครับ แค่เริ่มคิด และเริ่มเชื่อ

มือที่เคยควักกระเป๋าจ่ายง่าย ๆ ก็เกิดอาการติดหนึบขึ้นมาทันที

ทั้งที่ยังมีเงินในกระเป๋าอยู่

ตอนนี้ก็คงหวังอย่างเดียวว่า “ทรัมป์” จะเลี้ยวกลับเหมือนกรณีเกาหลีเหนือ

เจรจาจนได้ผลประโยชน์ที่พอใจแล้ว ก็หยุดเรื่องกำแพงภาษี

ส่วนสงครามการค้ากับ “จีน” ที่ดูน่ากลัว

อีกไม่นานเราอาจเห็นภาพ “ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” จับมือกัน

และหาเหตุผลที่ไพเราะจบกันไปดื้อ ๆ ก็ได้

ครับ โลกนี้ต้องมี “ความหวัง”