china
คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
ถ้าไม่ได้เป็น “หญ้าแพรก” ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน
และไม่ได้เป็นประชากรในประเทศที่เจอกำแพงภาษีจาก “โดนัลด์ ทรัมป์”
การเดินเกมของ “ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” ถือเป็นเกมการเจรจาต่อรองที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
ไม่มีใครยอมใคร
ผู้นำจากมหาอำนาจทั้งสองขยับหมากแต่ละครั้ง สะเทือนไปทั้งโลก
มีคนบอกว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่ “ทรัมป์” พูด
เพราะทุกอย่างคือการต่อรอง
เขาพร้อมจะพลิกกลับได้ตลอดเวลา
ถ้าใครจำตอนที่ “ทรัมป์” เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรกได้
ปี 2561 เขาเคยขู่เกาหลีเหนือที่ประกาศจะทดลองขีปนาวุธข้ามทวีปว่าถ้าทำจริง เกาหลีเหนือจะเจอกับ “ไฟบรรลัยกัลป์” ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
ผ่านไป 1 ปี “โดนัลด์ ทรัมป์” เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ
กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่เดินข้ามเส้นขนานที่ 38 ไปจับมือกับ “คิม จอง อึน”
“ทรัมป์” เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้เชื่อมั่นในศิลปะของความเป็นไปได้
เห็นที่ดินว่างเปล่าแล้วจินตนาการถึงภาพสุดท้ายว่าทำความว่างเปล่าให้เป็นอะไร
คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือ สวนสนุก
“ทรัมป์” เชื่อมั่นในประสบการณ์การเจรจาต่อรอง
การเดินเกมขู่ด้วย “กำแพงภาษี” กับประเทศทั่วโลก คือ การกำหนดเกมการเจรจาต่อรองที่จุดที่เขาคิดว่าได้เปรียบที่สุด
ซึ่งได้ผลจริง ๆ สำหรับทุกประเทศ
ยกเว้น “จีน”
และเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ “ทรัมป์” ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน
ในฐานะ “คนดู” การเดินเกมของ “ทรัมป์” น่าสนใจมากนะครับ
ทำไมต้องเริ่มจากกำแพงภาษีสูง ๆ และกำหนดเวลาสั้น ๆ
ก่อนจะผ่อนคลายยืดเวลาเป็น 90 วัน
ทำไมเลือกคุยกับประเทศนี้ก่อนประเทศนั้น
คุยกับญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ก่อนเป็นลำดับแรก ๆ
ทำไมเลือกคุยกับเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ก่อนประเทศไทย
เขาเดินหมากแบบนี้ทำไม ?
ใครเห็นตัวเลข GDP ของแต่ละประเทศที่ “ไอเอ็มเอฟ” คาดการณ์แล้วคงตกใจ
เพราะมาตรการกำแพงภาษีของ “ทรัมป์” ทำให้ GDP ทุกประเทศลดลงเยอะมาก
โดยเฉพาะไทย
จาก 2.9 เหลือ 1.8
ลดลง 1.1
หรือ 38%
ไม่แปลกที่ภาคธุรกิจต่าง ๆ จะเริ่มขยับตัว แม้กำหนดเวลาเรื่องกำแพงภาษีจะเริ่มประมาณต้นเดือนกรกฎาคม
และไม่รู้ว่าหลังการเจรจา สหรัฐอเมริกาจะคิดกำแพงภาษีกับไทยเท่าไร
แต่น่าจะต่ำกว่า 37% ที่ประกาศไว้
ใครเห็นตัวเลข GDP ที่ไอเอ็มเอฟและนักวิเคราะห์ในประเทศทำนายแล้ว
ใจไม่แข็ง อาจหัวใจวายได้
ผลกระทบแท้จริงนั้นยังไม่เกิด เพราะกว่าจะเริ่มใช้อัตราภาษีใหม่ที่มีการเจรจาก็อีก 2 เดือนกว่า
แต่ผลทาง “จิตวิทยา” นั้นเริ่มแล้ว
คนส่วนใหญ่เชื่อแล้วว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ย่ำแย่อย่างแน่นอน
ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนคงพยายามรักษาเก้าอี้ไว้ดี ๆ
และเริ่มประหยัดอย่างจริงจัง
ภาคธุรกิจก็เริ่มคิดแบบตั้งรับ เพราะรู้แล้วว่าปีนี้กำลังซื้อลดต่ำลง
แม้จะนึกภาพไม่ออกว่ากำแพงภาษีของ “ทรัมป์” จะส่งผลต่อชาวบ้านทั่วไปอย่างไร
แต่คิดว่าต้องกระทบแน่ ๆ
ครับ แค่เริ่มคิด และเริ่มเชื่อ
มือที่เคยควักกระเป๋าจ่ายง่าย ๆ ก็เกิดอาการติดหนึบขึ้นมาทันที
ทั้งที่ยังมีเงินในกระเป๋าอยู่
ตอนนี้ก็คงหวังอย่างเดียวว่า “ทรัมป์” จะเลี้ยวกลับเหมือนกรณีเกาหลีเหนือ
เจรจาจนได้ผลประโยชน์ที่พอใจแล้ว ก็หยุดเรื่องกำแพงภาษี
ส่วนสงครามการค้ากับ “จีน” ที่ดูน่ากลัว
อีกไม่นานเราอาจเห็นภาพ “ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” จับมือกัน
และหาเหตุผลที่ไพเราะจบกันไปดื้อ ๆ ก็ได้
ครับ โลกนี้ต้องมี “ความหวัง”