กรมอุทยานแห่งชาติฯแถลงปมการบริหารจัดการรายได้ท่องเที่ยวของอุทยาน แจงรายจ่ายต่าง ๆ พร้อมปรับสวัสดิการเจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ป่า ด้านระบบ E-Ticket อยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังพบข้อจำกัดในการจ่ายค่าบริการพื้นที่ไร้สัญญาณ
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำทีมชี้แจงการบริหารจัดการเงินอุทยานแห่งชาติ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บและบริหารเงินรายได้อุทยานแห่งชาติตามนโยบายสำคัญของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านเฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
นายอรรถพลกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญกับพัฒนาการท่องเที่ยวที่เราจะต้องมุ่งเป้าหมายไปที่การรองรับการท่องเที่ยวของทั้งคนไทยและต่างชาติ หมายความว่า จะต้องมีการกำหนดมาตรฐานในการคุ้มครองพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาทุกรูปแบบ รวมถึงการบริการด้านการท่องเที่ยว

โดยมีการเปิดเผยถึงสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวและการจัดเก็บรายได้ของอุทยานแห่งชาติว่า ในช่วงวันที่
1 ตุลาคม 2567-20 เมษายน 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศจำนวน 11.74 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.36 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และสามารถจัดเก็บรายได้ 1,551.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6
ขณะการใช้จ่ายเงินอุทยานแห่งชาติในปีงบประมาณ 2568 อยู่ในกรอบวงเงิน 2,199.72 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายประจำร้อยละ 68.93 และรายจ่ายตามภารกิจร้อยละ 31.07 ปัจจุบันได้อนุมัติใช้จ่ายไปแล้วร้อยละ 99.19 ของงบประมาณทั้งหมด โดยที่ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้จ่ายเหล่านี้ได้ที่เว็บไซต์กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินอุทยาน
นายชิดชนก สุขมงคล รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึงรายละเอียดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินอุทยานแห่งชาติในปีงบประมาณ 2568 พร้อมประกาศปรับอัตราสวัสดิการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ สำหรับปีงบประมาณ 2568

กรมอุทยานแห่งชาติฯได้อนุมัติโครงการที่ต้องใช้จ่ายเงินอุทยานแห่งชาติไปแล้ว วงเงิน 2,181,811,892 บาท (ร้อยละ 99.19) เป็นโครงการที่ออกแผนปฏิบัติการไปแล้ว 73 โครงการ ในวงเงิน 2,173,204,892 บาท และอยู่ระหว่างออกแผนปฏิบัติการอีก 2 โครงการ วงเงิน 8,607,000 บาท โดยเงินอุทยานแห่งชาติจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
ประเภท ก ร้อยละ 5 จำนวน 102.23 ล้านบาท เป็นเงินที่ต้องให้แก่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลท้องที่ที่เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ
ประเภท ข ร้อยละ 20 จำนวน 316.59 ล้านบาท เป็นเงินงบบริหารจัดการที่จัดสรรคืนให้แต่ละอุทยานแห่งชาติไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี/แห่ง
ประเภท ค ร้อยละ 60 จำนวน 1,222.44 ล้านบาท เป็นเงินงบบำรุงรักษา ใช้สำหรับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ
และประเภท ง ร้อยละ 15 จำนวน 540.55 ล้านบาท เป็นเงินงบฯสำรอง ใช้สำหรับกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน
สำหรับ 73 โครงการที่ได้รับอนุมัติวงเงิน 2,173.20 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1,497.67
ล้านบาท (14 โครงการ) และรายจ่ายตามภารกิจ 675.54 ล้านบาท (59 โครงการ) โดยรายจ่ายประจำประกอบด้วย
- เงินที่ให้แก่เทศบาลและ อบต.
- เงินที่จัดสรรคืนให้อุทยานแห่งชาติ
- โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการอุทยานแห่งชาติและบริการนักท่องเที่ยว
- โครงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและป้องกันรักษาป่า
- โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol)
- โครงการนักเรียน นักศึกษา ช่วยปฏิบัติงานอุทยานแห่งชาติ
- โครงการอุทยานแห่งชาติสีเขียว
- โครงการจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อแก้ไขปัญหาช้างป่า
ส่วนรายจ่ายตามภารกิจ ประกอบด้วย
- การจัดซื้อครุภัณฑ์และติดตั้งทุ่น
- การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก
- การขยายเขตไฟฟ้า ประปา และสาธารณูปโภค
- การเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันรักษาป่า
- สวัสดิการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า
- การแก้ไขปัญหาช้าง
- การศึกษาวิจัย การฝึกอบรม และโครงการอื่น ๆ เช่น การผลิตสื่อจัดพิมพ์หนังสือ การดูแลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย
- การบำรุงรักษาระบบ E-Ticket และระบบจองที่พัก
ปรับสวัสดิการเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
นอกจากนี้ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติฯยังได้ปรับอัตราเงินสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่ให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเพิ่มอัตราการช่วยเหลือกรณีเสียชีวิตจากการปะทะ ต่อสู้ ลาดตระเวน หรือถูกสัตว์ป่าทำร้าย จากเดิม 500,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท และกรณีเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ จากเดิม 400,000 บาท เป็น 500,000 บาท
รวมถึงปรับเพิ่มอัตราช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บทุพพลภาพหรือพิการสูญเสียอวัยวะทั้งสองข้าง จากเดิม 300,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท และกรณีสูญเสียอวัยวะข้างเดียว เป็นสูงสุดไม่เกิน 600,000 บาท เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 18,533 คน เป็นข้าราชการ 534 ราย ลูกจ้างประจำ 359 ราย พนักงานราชการ 5,771 ราย ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน 757 ราย บุคคลภายนอกที่ได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน 3,388 ราย และการจ้างเหมาพนักงาน 7,724 ราย ซึ่งนอกจากสวัสดิการจากกรมอุทยานแห่งชาติฯแล้ว ยังมีกองทุนจากหน่วยงานอื่นที่ให้การช่วยเหลือ และสวัสดิการด้านทุนการศึกษาสำหรับบุตรเจ้าหน้าที่ด้วย
สำหรับนักท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯมีการดำเนินโครงการ “ท่องเที่ยวทั่วไทย อุ่นใจเมื่อไปอุทยาน” โดยร่วมมือกับบริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผ่านบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการให้บริการประกันอุบัติเหตุกลุ่มในภาคสมัครใจ โดยมีอุทยานแห่งชาติที่เข้าร่วมโครงการ 71 แห่ง
พัฒนาระบบจัดเก็บรายได้
นายอริยะ เชื้อชม ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยถึงการพัฒนาระบบจัดเก็บรายได้อุทยานแห่งชาติ ว่า ปัจจุบันการจัดเก็บค่าบริการอุทยานแห่งชาติ มี 2 รูปแบบ คือ การจ่ายด้วยเงินสดและระบบ E-Ticket ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2566 ในอุทยานแห่งชาติ 6 แห่ง แบ่งเป็น อุทยานทางบก 3 แห่ง (เขาใหญ่ ดอยอินทนนท์ และเอราวัณ) และอุทยานทางทะเล 3 แห่ง (อ่าวพังงา หมู่เกาะสิมิลัน และหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี)
ระบบ E-Ticket ถูกพัฒนาต่อยอดจาก Application QueQ ที่ใช้สำหรับจองคิวเข้าอุทยานตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ที่มีนักท่องเที่ยวมากถึง 1.9 ล้านคนในปีงบประมาณ 2567 คิดเป็น 10.3% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และสร้างรายได้มากกว่า 629 ล้านบาท หรือ 28.5% ของรายได้อุทยานทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ระบบยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณไม่เสถียร เช่น ที่อ่าวมาหยา ที่ต้องกลับมาใช้วิธีเก็บเงินสด นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังต้องผ่านขั้นตอนการกรอกข้อมูลและยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน
กรมอุทยานฯจึงได้เร่งพัฒนาระบบการจำหน่ายบัตรค่าบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปีงบประมาณ 2567 ดำเนินโครงการจัดการระบบบริหารจัดการการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ (E-National Park) ขยายช่องทางให้ใช้งานได้ทั้ง Mobile application และ Website พร้อมเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลของกรมการปกครองผ่านแอปพลิเคชั่น ThaiID เพื่อลดขั้นตอนการกรอกและยืนยันตัวตน
นอกจากนี้ ระบบใหม่จะรองรับการชำระเงินผ่านเครื่อง EDC และ QR Code พร้อมจัดหาเครื่อง Scan บัตรค่าบริการทันสมัยให้ครบ 133 อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ สำหรับปีงบประมาณ 2568 ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อพัฒนาระบบ E-Service ที่ครอบคลุมการจองและจ่ายค่ากิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ เช่น การดำน้ำลึก จองที่พัก ลานกางเต็นท์ รวมถึงระบบการอนุญาตประกอบกิจการท่องเที่ยว และระบบการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์
กรมอุทยานฯยังวางแผนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับระบบ E-National Park บริเวณทางเข้า ประกอบด้วย เครื่องตรวจเช็กและสแกน QR code ระบบกล้องวงจรปิด ท่าเทียบเรือลอยน้ำ ทุ่นจอดเรือ และทุ่นไข่ปลาเพื่อกันแนวพื้นที่กิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล
นอกจากการพัฒนาระบบจัดเก็บรายได้ นายอริยะยังเปิดเผยถึงแผนแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
จากการสำรวจพบว่ามีการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 227 แห่ง 4,265 หมู่บ้าน เนื้อที่กว่า 4.2 ล้านไร่ โดยกระจายตัวเป็นหย่อม ๆ และมีพื้นที่ป่าแทรกอยู่ประมาณ 20-30% ซึ่งยากต่อการป้องกันการบุกรุกขยายพื้นที่
กรมอุทยานฯจึงตั้งวิสัยทัศน์ให้ราษฎรที่อาศัยในพื้นที่ตามมาตรา 64 และมาตรา 121 กว่า 1.1 ล้านคน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยแนวคิด “ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง” ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นผู้ดูแล
ป่าอนุรักษ์โดยจะจัดตั้งสำนักบริหารพื้นที่ตามมาตรา 64 และ 121
พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการในระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และคณะทำงานระดับอำเภอ นำโดยนายอำเภอท้องที่ การดำเนินงานจะครอบคลุมการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยแก่ราษฎรอย่างมีส่วนร่วม พัฒนาระบบสาธารณูปโภค ส่งเสริมอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร โดยเน้นการเกษตรแบบอนุรักษ์ดินและน้ำตามเจตนารมณ์ของโครงการ