“ประชาชาติธุรกิจ” ประมวลและเรียบเรียงจากสำนักข่าวต่างประเทศ ในโอกาสที่โดนัลด์ ทรัมป์บริหารประเทศสหรัฐมาครบ 100 วันของวาระสองในวันที่ 29 เมษายน เวลาท้องถิ่น
ในเวลาเพียง 100 วันแห่งความปั่นป่วน ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 141 ฉบับ ซึ่งมากกว่าที่ประธานาธิบดีคนใดเคยลงนามได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาลกลางอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดขอบเขตของอำนาจบริหารใหม่ ทดสอบและท้าทายศาล และกำหนดศัตรูเป้าหมาย โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่สะท้อนทรัมป์กำลังพลิกระเบียบโลก สร้างระเบียบเศรษฐกิจการค้าโลกขึ้นใหม่
ขึ้นภาษีสินค้าต่างชาติ
ประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกันมองว่าประเทศอื่นกำลังฉ้อโกงสหรัฐผ่านการค้าระหว่างประเทศ ทรัมป์สัญญาไว้ตอนหาเสียงจะขึ้นภาษีสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศแบบถ้วนหน้า
เริ่มด้วยการขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา เม็กซิโกและจีน ในฐานะบทลงโทษ เนื่องจากสามประเทศอนุญาตให้เฟนทานิล สารตั้งต้นยาเสพติดหลั่งไหลเข้าสหรัฐ กระทั่งประกาศเก็บภาษีครอบคลุมกว่านั้นกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศกว่า 180 ประเทศและดินแดนในวันที่ 2 เมษายนที่ทรัมป์บอกว่าเป็น “วันปลดแอก” ของสหรัฐ แต่ทรัมป์ระงับการเก็บภาษีไปก่อนเป็นเวลา 90 วัน ยกเว้นกับจีนชาติเดียวที่เรียกภาษีสูงถึง 145 %
ตลาดหุ้นผันผวนจากภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วและความไม่แน่ไม่นอนในการใช้ภาษีทั้งเรื่องกำหนดเวลาและระดับความรุนแรงที่ยังไม่ชัดเจน
ภาษีเฉพาะกลุ่มสินค้า ทรัมป์เรียกเก็บภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากทุกประเทศถ้วนหน้าในอัตรา 25 % มีผลไปเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา และตามด้วยภาษียานยนต์ 25 % มีผลไปเมื่อ 3 เมษายน ยกเว้นแคนาดาและเม็กซิโกที่อัตราภาษีเป็นไปตามข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA
การแก้ไขการค้าที่ไม่สมดุลและไม่ยุติธรรมในมุมของทรัมป์ สร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงิน ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง และทำให้เกิดคำเตือนว่าจีดีพีทั่วโลกจะชะลอตัวลงและมีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น
ทรัมป์เปรียบมาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าวเป็นยาที่จำเป็น แต่เป้าหมายทรัมป์ยังคงไม่ชัดเจน แม้ว่าสหรัฐจะพยายามเจรจาข้อตกลงแยกกันกับหลายสิบประเทศก็ตาม
เข็นนโยบายลดหย่อนภาษี
ร่างกฎหมายลดหย่อนภาษีของทรัมป์ต้องผ่านการโหวตจากสภาคองเกรส ทรัมป์จึงต้องทำให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาให้ได้ ตอนหาเสียงเขาให้คำมั่นว่าจะยกเลิกภาษีทิป ค่าล่วงเวลา และเงินประกันสังคม และกล่าวว่าเขาจะทำให้การลดหย่อนภาษีเป็นแบบถาวรไปเลย ทั้งนี้ การลดหย่อนภาษีกำลังจะหมดอายุลง ซึ่งทรัมป์เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วาระแรก และได้รับการต่ออายุสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน (ในมุมมองของทรัมป์ ร่างกฎหมายลดภาษีให้คนอเมริกัน โดยเก็บจากต่างชาติผ่านภาษีนำเข้ามาชดเชยส่วนลดหย่อนภาษี)
คำมั่นสัญญาดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นในร้อยวันที่ผ่านมา และเมื่อภาษีสินค้าต่างชาติเริ่มมีผล ภาระทางภาษีของประชาชนจึงมีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงก่อนที่จะดีขึ้น แต่ด้วยเสียงข้างมากเล็กน้อยของพรรครีพับลิกันทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจยากที่จะได้เสียงเกือบเป็นเอกฉันท์ภายในพรรครีพับลิกันเองด้วย
สัญญาว่าจะเป็นผู้ลดราคา
อัตราเงินเฟ้อลดลงตั้งแต่จุดสูงสุดที่ 9.1% ในปี 2022 มาอยู่ที่ 3% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง และ 2.4% ในเดือนมีนาคม “เราแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้แล้ว” ทรัมป์อวด แต่ธนาคารกลางสหรัฐเตือนว่าแผนภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีอาจส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นจากการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
คะแนนความนิยมการแก้ไขเศรษฐกิจของทรัมป์ในผลสำรวจ “America Economic Survey” ของ ซีเอ็นบีซี (CNBC) ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 43% และผลสำรวจของเอ็นบีซีนิวส์ (NBC News) ในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 44% ถือว่าใกล้ระดับต่ำสุดในการสำรวจของเอ็นบีซีนิวส์ นิวส์/ซีเอ็นบีซี ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกและสมัยที่สองของทรัมป์
นโยบายสะท้อน ‘ประธานาธิบดีอเมริกาต้องมาก่อน’ จะโค่นล้มระเบียบโลก
ทรัมป์เปิดฉากสงครามภาษีระดับโลกที่ไม่เคยมีมาก่อนดังกล่าวและลดความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐ ดูหมิ่นพันธมิตรนาโต้และสนับสนุนคำบอกเล่าของฝ่ายรัสเซียเกี่ยวกับการรุกรานยูเครน
ทรัมป์ขู่ว่าจะยึดกรีนแลนด์ด้วยกำลัง ยึดการควบคุมคลองปานามา และผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ใช้การควบคุมกระทรวงยุติธรรมเป็นอาวุธ และสั่งให้สอบสวนศัตรูทางการเมือง รื้อทำลายระบบราชการส่วนใหญ่ โดยปลดพนักงานรัฐบาลออกมากกว่าแสนคน
ไม่เพียงเท่านั้นได้ทำสงครามกับสถาบันต่างๆ ทั่วอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย สื่อต่างๆ สำนักงานกฎหมาย พิพิธภัณฑ์ เขาอภัยโทษหรือลดโทษให้จำเลยทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บุกรัฐสภาหรือที่เรียกสั้นๆว่า เหตุการณ์ 6 มกรา รวมทั้งผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อเหตุรุนแรงและสมคบคิดก่อกบฏ
นโยบายปราบปรามผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย เห็นได้ชัดว่าทรัมป์มีความคืบหน้าในคำมั่นสัญญาที่จะควบคุมชายแดน จำนวนคนที่พยายามข้ามแดนอย่างผิดกฎหมายจากเม็กซิโกลดลงอย่างมากในปีที่แล้วในสมัยไบเดน จากสูงสุด 249,740 คนในเดือนธันวาคม 2023 เหลือ 47,324 คนในเดือนธันวาคม 2024 และภายใต้การบริหารของทรัมป์ จำนวนลดลงเหลือเพียง 8,346 คนในเดือนกุมภาพันธ์และ 7,181 คนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
“ตอนนี้ทรัมป์มีแนวคิดสุดโต่งมากกว่าเมื่อแปดปีก่อนมาก” เอลเลียต อับรามส์ นักอนุรักษ์นิยมที่เคยดำรงตำแหน่งภายใต้อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนและจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตพิเศษของสหรัฐประจำอิหร่านและเวเนซุเอลาในวาระแรกของทรัมป์ กล่าวกับรอยเตอร์ “ผมรู้สึกประหลาดใจ” เขากล่าว
อนาคตของระเบียบโลกที่ก่อตัวขึ้นในช่วง 80 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ที่มีสหรัฐเป็นมหาอำนาจครอบโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ระเบียบโลกบรรจุการค้าเสรี หลักนิติธรรม และการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน แต่ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งดูถูกการทำงานพหุภาคีและมักมองกิจการระดับโลกผ่านเลนส์การทำธุรกรรมของอดีตผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระเบียบโลกดังกล่าวกำลังสั่นคลอน
“อเมริกาต้องมาก่อน” ในวาระที่สองของทรัมป์ ทำให้เพื่อนฝูงแตกแยกและฝ่ายตรงข้ามกล้าขึ้น พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า เขาเตรียมจะไปไกลแค่ไหน