เดินหน้านโยบาย “ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ” ยังสะดุด-นักวิชาการชี้เศรษฐกิจโลกตัวชี้วัด เส้นปลอดภัยเกณฑ์ GDP ไทยต้องเกิน 2.8% พร้อมเน้นเมืองสร้างเงิน
คนแรงงานอกหักอีกแล้ว นโยบายโบแดงรัฐบาลเพื่อไทย “ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” 400 บาททั่วประเทศ ไม่มาตามนัด 1 พฤษภาคม 2568 จน พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ค่ายภูมิใจไทย เจ้ากระทรวงดูแลผู้ใช้แรงงานกว่า 24 ล้านคน จากคนวัยแรงงานเกือบ 60 ล้านคน ต้องยืดอกรับความหน้าแตก
“หนักใจมาก แม้อยากให้จบเพื่อเป็นของขวัญ แต่ไม่กล้าประกาศวันแล้ว เพราะรับปากแล้วทำไม่ได้ จนหน้าตายับเยิน แต่จะพยายามทำต่อและเร็วที่สุด”
คำกล่าวข้างต้นของแม่ทัพแรงงาน เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง เมื่อ 22 เมษายน 2568 ยังไม่มีการเคาะปรับขึ้นค่าแรง และให้กลับไปทบทวนอัตราใหม่ หลังเคยประกาศไว้เอง เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอหลายประเด็น รวมถึงมีหลายเหตุการณ์ผันผวนและหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย โดยมีกำหนดนัดประชุมใหม่เดือนพฤษภาคมนี้
ขึ้นค่าแรง 2 ครั้ง ยุครัฐบาลเพื่อไทย
ย้อนดูนโยบายขึ้นค่าแรงงานยุครัฐบาลเพื่อไทย ทำแบบกะปริดกะปรอยมาแล้ว 2 ครั้ง สมัยนายกฯเศรษฐา ทวีสิน (ครั้งแรก 1 ม.ค. 68) ปรับขึ้น 400 บาท 10 จังหวัดนำร่อง เฉพาะธุรกิจโรงแรม 4 ดาวขึ้นไป ที่ต้องมีลูกจ้าง 50 คนขึ้น (ครั้งสอง 13 เม.ย. 68) ขึ้นค่าจ้างวันละ 400 บาท 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ นอกจากนั้นปรับระหว่าง 337 ถึง 400 บาท
(ครั้งแรก) เม.ย. 2567 นำร่องธุรกิจโรงแรม ในเขต 10 จังหวัด 1.กรุงเทพมหานคร เฉพาะเขตปทุมวันและเขตวัฒนา 2.กระบี่ เฉพาะเขตองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง 3.ชลบุรี เฉพาะเขตเมืองพัทยา 4.เชียงใหม่ เฉพาะเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ 5.ประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะเขตเทศบาลหัวหิน 6.พังงา เฉพาะเขตเทศบาลตำบลคึกคัก 7.ภูเก็ต (ทั้งจังหวัด) 8.ระยอง เฉพาะเขตตำบลบ้านเพ 9.สงขลา เฉพาะเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ 10.สุราษฎร์ธานี เฉพาะเขตอำเภอเกาะสมุย
(ครั้งที่สอง) ขึ้นค่าจ้าง 400 บาทต่อวัน 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี, ค่าจ้างวันละ 380 บาท ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 372 บาท กทม.และปริมณฑล รวม 6 จังหวัด เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 และอีก 67 จังหวัดปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2

ศึกในเศรษฐกิจโลก ตัวแปร-สินเชื่อ 1.2 แสน ล. จูงใจดัน ศก.
เหตุไฉนนโยบายโบแดงพรรคแกนนำรัฐบาล ถึงไปช้า ๆ กว่าที่หาเสียง ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าการจะขยับขึ้นค่าแรงแต่ละครั้ง แต่หลักตัวเลข บอร์ดค่าจ้าง วัดพลังกันดุเดือด เห็นได้จากการประชุมที่ล่มในหลายครั้ง
ล่าสุดแม้ฟากฝั่งคณะกรรมการฝ่ายรัฐ ลูกจ้างทำความเข้าใจกับฝ่ายนายจ้างน่าจะได้ ด้วยการมีมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จูงใจ ทั้งสิทธิประโยชน์ สินเชื่อ แต่ล่าสุดประเทศไทยเจอพิษเศรษฐกิจโลก จากนโยบายขึ้นภาษีผู้นำสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ จึงต้องเหยียบเบรกมิดไมล์ รอดูสถานการณ์โลก
สำหรับมาตรการชิ้นใหญ่ที่กระทรวงแรงงานจะนำมาผูกโยงเพื่อช่วยเหลือกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปพร้อมเดินหน้าขึ้นค่าแรง เตรียมผลักดันโครงการให้ลูกจ้างและผู้ประกอบการ เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 120,000 ล้าน แบ่งเป็น กลุ่มลูกจ้าง กรอบวงเงิน 100,000 ล้าน ให้แรงงานผู้ต้องการพัฒนาอาชีพหรือตั้งต้นธุรกิจ
และกลุ่มนายจ้าง ที่ต้องการสภาพคล่องให้สินเชื่อสูงสุด 50 ล้านบาท เพื่อประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ทั้งหมดจะได้ดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 2.35% ต่อปี คงที่ 3 ปี
“นี่ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือรายบุคคล แต่เป็นการจุดประกายระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานราก ให้ทั้งแรงงานและนายจ้างสามารถเดินหน้าต่อไป” พิพัฒน์ รมว.แรงงานระบุ

แนะ “ขึ้นค่าแรง 400″ เส้นปลอดภัย GDP 2.8% ไม่ขึ้นพรึ่บ
ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันทีดีอาร์ไอ ฉายภาพการขึ้นค่าแรงของรัฐบาลที่ยังสะดุดว่า ตามทฤษฎีการพิจารณาขึ้นค่าแรงมี 2 ด้าน คือ
1.ความสามารถการจ่ายนายจ้าง ตัวชี้วัดคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวส่งออก
2.ต้นทุนค่าครองชีพผู้ใช้แรงงาน ที่ต้องอ้างอิงจากดัชนีค่าครองชีพและค่าจ้างเฉลี่ยต่าง ๆ เพราะค่าครองชีพเป็นตัววัดการจับจ่ายใช้สอย และต้องยอมรับว่าค่าจ้างของประเทศไทยไม่สูงเท่าที่ควร
ประกอบกับ ณ ตอนนี้เศรษฐกิจโลกผันผวนมาก หากไม่มีกรณีนโยบายภาษีสหรัฐ ผลกระทบกับธุรกิจ SMEs อาจจะไม่มาก แต่เมื่อมีกรณีดังกล่าวเข้ามาทำให้กระทบภาพรวมการจ่ายของนายจ้าง เห็นจากขณะนี้ธุรกิจต่าง ๆ หนาว ๆ ร้อน ๆ ไม่รู้จะถูกผลกระทบภาษีสหรัฐมากเท่าไหร่ เพราะต้องยอมรับว่าไทยไม่ใช่ฐานธุรกิจหลักสักเท่าไหร่
สถานการณ์วันนี้จะสามารถขึ้นค่าแรงได้หรือไม่ นักวิชาการด้านการพัฒนาแรงงาน ตอบอย่างมั่นใจว่า “ยังไม่ได้ ผมฟันธงว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะขึ้นค่าแรง มันต้องรอสักพัก ให้ตัวเลขการส่งออกต่าง ๆ ขยับชัดเจนกว่านี้”
หากรัฐบาลฝืนขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ จะทำให้ธุรกิจ SMEs ร่วงเยอะ เพราะทุกวันนี้ก็ได้รับผลกระทบทั่วถึง ทำมาหากินยังยากลำบาก
ยงยุทธเสนอแนะว่า การที่รัฐบาลเพื่อไทยจะเดินหน้าขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศได้หรือไม่ ต้องรอจังหวะการเติบโตเศรษฐกิจ GDP ให้กลับมาเกิน 2.5-2.8% การส่งออกต้องเป็นบวกขยายตัวอย่างน้อยเกิน 2% ก็มีโอกาสปรับขึ้นได้ แต่มองว่าการขึ้นค่าแรง 400 บาทต่อวัน ไม่ควรทำพร้อมกันทั่วประเทศ ควรแบ่งเป็นรายพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น เมืองท่องเที่ยว แหล่งอุตสาหกรรม
จากสถานการณ์ต่าง ๆ ต้องมาติดตามว่าการจะเดินหน้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 ของรัฐบาลแพทองธาร จะฝ่าพายุเศรษฐกิจในและนอกประเทศ และสามารถเร่งเครื่องเดินหน้านโยบายที่เคยหาเสียง “ขึ้นค่าแรง 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ เงินเดือนระดับปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน” ได้สำเร็จหรือไม่ ก่อนนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง
