โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ มอง “ถือเงินสด” อาจไม่ใช่ทางออกสำหรับสภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ แล้วอะไรคือคำตอบ พร้อมเสนอ 3 ปัจจัยเช็กความน่ากังวลของสถานการณ์กระเป๋าเงิน
ด้วยสถานการณ์โลกและเศรษฐกิจที่ผันผวนตลอดเวลา โดยเฉพาะวุ่นวายจากสงครามการค้าส่งผลให้สินทรัพย์ต่าง ๆ เผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน สังคมเริ่มมองหาวิธีการเอาตัวรอดอย่างเร่งด่วน โดยมีการหันกลับมา “ถือเงินสด” เป็นที่พูดถึงอย่างล้มหลามว่าเป็นทางออกที่ดีกว่าการถือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ผันผวนตามสถานการณ์
ขณะที่แนวคิดนี้ถูกปัดทิ้งจากโค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมากว่า 20 ปี กล่าวว่า แท้จริงคนเราควรมีเงินสดอยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะช่วงเศรษฐกิจผันผวน หากเป็นธรรมดาทั่วไปก็ควรมีเงินสำรองรูปแบบเงินสด หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง 3-6 เดือน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับคนที่วางแผนการเงิน
แต่ความแตกต่างในครั้งนี้ อาจหมายรวมถึง เงินที่ต้องสำรองไว้ลงทุนด้วย พอเป็นแบบนี้เงินเหล่านั้นก็อาจมีการแกว่งหรือเหวี่ยงได้พอสมควร คนที่ไม่มั่นใจว่า การลงทุนจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงก็กลายเป็นการ “กำเงินสด” เพื่อรอดูสถานการณ์
ทองขึ้น-ลงทำผวา
นอกจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างหุ้นที่เป็นที่น่าจับตาอย่างเห็นได้ชัด พักหลังมานี้ “ราคาทอง” น่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากเมื่อต้นปี 2568 พุ่งทยานไปที่บาทละ 50,000 บาท เกิดเป็นปรากฏการณ์เข้าร้านทองกันจ้าละหวั่นของนักเทรดทอง และนักลงทุนหน้าใหม่ที่เห็นกราฟพุ่งล่อใจ ก่อนที่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาราคาทองจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
โค้ชหนุ่มกล่าวว่า การที่ราคาทองเป็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจ และไม่ปลอดภัย เช่น สภาพเศรษฐกิจจากนโยบายของประธานาบดีสหรัฐ รวมถึงสงครามที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงสร้างโอกาสให้ราคาทองสูงขึ้น และอาจจะมีการปรับตัวลงในบางช่วงได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของการลงทุน แต่การตัดสินใจการสะสมทองระยะยาวจะได้รับประโยชน์จากมันมากกว่า
ทองลง หุ้นตก “เงินสด” คือ ทางรอด ?
แม้ว่าสถานการณ์สินทรัพย์ต่าง ๆ จะบีบให้การถือเงินสดกลายมาเป็นทางออกที่สำคัญที่สุดแล้วในตอนนี้ แต่โค้ชหนุ่มมองว่า การมองหลายอย่างประกอบกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด เขายกตัวอย่างความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ การที่รายได้หาย
“ถ้าวันนี้คุณทำงานอยู่แล้วถูกลดเงินเดือน หรือโดนให้ออกจากงานตอนนี้ หลายคนน่าจะสะเทือนอยู่” เป็นเหตุผลที่ควรพิจารณาความน่ากังวลของสินทรัพย์ในกระเป๋าผ่าน 3 ปัจจัย ดังนี้
1. สถานการณ์ที่ทำงาน หากบริษัทที่ทำงานอยู่ประกอบธุรกิจในประเทศ ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ก็อาจน้อยกว่า แสดงว่า รายได้ยังมีความมั่นใจ และสบายใจได้ระดับหนึ่ง
2. รายรับ-จ่ายจ่าย กลับมาดูที่รายรับรายจ่ายของตัวเองว่า มีเงินเหลือทุกเดือนพอที่จะเก็บออม หรือเอาไปลงทุนได้แบบไร้กังวล หรือมีเงินเพียงพอต่อการจ่ายภาระต่าง ๆ โดยไม่เดือดร้อน ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ลดความกังวลได้ แต่หากเงินเหลือปริ่มน้ำตลอดทุกเดือน อาจจะต้องมองหาการปรับเงื่อนไขการผ่อนให้เบาลง หรือหารายได้ช่องทางอื่นเพิ่มมากขึ้น
3. เงินสำรอง 3 – 6 เดือน หากมีครบประกอบกับการงานมั่นคงดี มีรายรับ-จ่ายที่ควบคุมได้ เราถึงจะสามารถมองหาช่องทางการลงทุนจากเงินส่วนที่เหลืออยู่ได้
“ในจังหวะแบบนี้ ถ้ามีสติหน่อยก็จะเห็นโอกาสที่ดีในการลงทุน” โค้ชหนุ่มให้เหตุผลว่า ถ้าคุณไม่มั่นใจราคาทองที่วิ่งขึ้นลง แต่สามารถลงทุนระยะยาวได้ แล้วค่อยสะสมเรื่อย ขณะสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างหุ้นที่มีการผันผวน ก็อาจค่อย ๆ ทยอยแบ่งเงินลง ค่อย ๆ พิจารณา และติดตามข่าวอยู่ตลอด
“หลายครั้งที่มีสภาวะแบบนี้ ถือเป็นโอกาสที่คนจะทำผลตอบแทนสูงได้ด้วย บางคนอาจกลัวจนถอย แต่บางคนที่บริหารจัดการเงินได้ดี มีเงินเหลือนี้แหละที่จะได้โอกาสในจังหวะแบบนี้” โค้ชหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย