ปีนี้นอกจากผู้ส่งออกประสบปัญหาเรื่องการปนเปื้อนสารย้อมสี (Basic Yellow2) หรือ BY2 แล้ว ยังประสบปัญหา “ทุเรียนอ่อน” มาก เนื่องจากทุเรียนออกหลายรุ่น
แหล่งข่าวจากวงการทุเรียนเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาทุเรียนอ่อนถือเป็นปัญหาที่มีต่อเนื่องมาทุกปี โดยไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะไม่เคยมีกฎระเบียบ กฎหมาย หรือบทลงโทษใด ๆ แต่ขณะนี้มาตรฐานบังคับโรงคัดบรรจุ มกษ.9070-2567 ซึ่งออกโดยกรมวิชาการเกษตร จะมีผลบังคับใช้กับล้งที่มีปัญหาทุเรียนอ่อน โดยจะประกาศบังคับใช้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 นี้
เมื่อปี 2565 กรมวิชาการเกษตรได้มีกำหนดมาตรการควบคุมทุเรียน ตามมาตรฐานบังคับเรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียน สำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070-2566) แต่ให้เวลาผู้ที่เกี่ยวข้องในกฎหมายปรับตัว และจะมีผลบังคับใช้ 10 ก.ค. 68 หรืออีก 2 เดือนข้างหน้า
มาตรฐานบังคับโรงคัดบรรจุ มกษ.9070-2567 โดยมี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เกษตรกร และมือตัด/สายคัด ทุกโรงคัดบรรจุทุเรียน ต้องเข้ามาตรฐานบังคับมีใบอนุญาต ใบรับรองส่งออก ซึ่งในบทลงโทษมีตั้งแต่ระงับใบอนุญาตชั่วคราวถึงยกเลิกใบอนุญาต คาดว่ามาตรฐานนี้จะมีกฎหมายรองรับเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตรวจจับทุเรียนอ่อนสะดวกขึ้น และหลายฝ่ายเห็นว่ามาตรฐานบังคับนี้ควรครอบคลุมถึงเกษตรกรให้รับผิดชอบร่วมกัน
นายชลธี นุ่มหนู อดีต ผอ.สวพ.6 และอดีตมือปราบทุเรียนอ่อน ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาทุเรียนอ่อนภาคตะวันออก เป็นปัญหาเดิม ๆ ที่แก้ไขกันมานานกว่า 30 ปี แต่ยังพบทุเรียนอ่อนเกลื่อนตลาดในประเทศและตลาดส่งออกจีน โดยเฉพาะช่วงทุเรียนราคาแพงจะพบปัญหาทุเรียนอ่อนรุนแรง
ด้วยปัญหาจะเกี่ยวข้องกับ 3 ส่วน คือ ชาวสวน มือตัดและผู้ส่งออกหรือโรงคัดบรรจุ ชาวสวนต้องการได้ราคาสูง ๆ บางรายเกรงปัญหาพายุลมแรง กลัวภัยแล้ง ต้องเร่งตัด มือตัดของล้งหรือสายเหมา ต้องการให้ตัดทั้งหมดต้น เพราะในช่วงนั้นตลาดราคาดีและไม่ต้องเสียเวลามาตัดหลายครั้ง มือตัดเองรับค้าจ้างเป็นรายกิโลต้องการตัดให้ได้จำนวนมากที่สุด หรือมือตัดบางคนไม่มีความสามารถในการดูทุเรียนว่าอ่อนหรือแก่ได้ชัดเจน รวมทั้งผู้ประกอบการส่งออกโรงคัดบรรจุ หวังกำไรจากส่วนต่างมากนำมายัดไส้ส่งออก
มาตรฐานบังคับโรงคัดบรรจุ มกษ.9070-2567 จะประกาศใช้ 10 กรกฎาคม 2568 จะมีกฎหมายรองรับและมีมาตรฐานออกมาใช้บังคับ เช่น ล้งที่ทำผิดครั้งแรกจะถูกตักเตือน และครั้งที่ 2 ยกเลิกใบอนุญาตส่งออก
“ทุกวันนี้ปัญหาทุเรียนอ่อนรุนแรงแต่ไม่มีกฎหมายเอาผิดได้โดยตรง ต้องใช้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการส่วนราชการและใช้กฎหมายเอาผิดต่าง ๆ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายยาเสพติด กฎหมายแรงงานต่างด้าว แต่ยังไม่มีกฎหมายโดยเฉพาะกำจัดทุเรียนอ่อน มาตรการตั้งด่านตรวจจับทุเรียนอ่อน แต่ไม่สามารถทำได้ 24 ชั่วโมง การตรวจสอบในล้งที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่
ล่าสุดตรวจพบทุเรียนลอตใหญ่ 735 ลูก น้ำหนัก 2,300 ตัน ตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง 16% และ 23% บทลงโทษให้ล้งตัดแยกทุเรียนออก และทำเครื่องหมายห้ามไม่ให้จำหน่าย และตักเตือนไม่ให้กระทำผิดซ้ำ แต่พบว่ามีบางล้งได้กระทำผิดซ้ำ ๆ บางครั้งทุเรียนอ่อนกลับถูกจำหน่ายในตลาดเมืองไทย ส่วนทางจีนแม้จะพบปัญหาทุเรียนอ่อนมาก แต่ไม่ได้กำหนดไว้ในพิธีสาร จึงไม่ได้แจ้งกลับมาไทย ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ซื้อและผู้ขายไป ทำให้ปัญหาทุเรียนอ่อนดูไม่รุนแรงเหมือนสารปนเปื้อน BY2” นายชลธีกล่าว
ทางด้านแผงรับซื้อทุเรียน แพ็กส่งเถ้าแก่ที่จีน อ.มะขาม จ.จันทบุรี ให้ข้อมูลว่า ทุเรียนปีนี้กระจาย 3-4 รุ่น จริง ๆ ต้องทยอยตัดหัว ๆ ที่แก่ในต้นเดียวกันมี 2-3 รุ่น แต่สายเหมาตัดมักตัดรูดไปหมดทั้งต้นแล้วในรุ่นสิ้นเดือนเมษายนและข้ามรุ่นไปถึงวันที่ 5-10 พ.ค. ทำให้มีทุเรียนอ่อนสู่ตลาดมาก
แผงทุเรียนปีนี้เปิดน้อยมาก แต่หาทุเรียนซื้อยาก และราคาทุเรียนปีนี้เป็นราคาที่ดีกว่าปีก่อนในช่วงเดียวกันเบอร์ AB กก.ละ 160-170 บาท และช่วงต้น พ.ค.ลงมา 150-155 บาท ถ้าชาวสวนแขวนทุเรียนไว้ให้แก่จะได้ราคาดี ยอมให้น้ำหนักลดไปลูกละ 1-2 ขีด แต่ชาวสวนกลัวราคาลง บางคนขายเหมาสายตัดมาตัดเบอร์หัว ๆ AB ไปก่อน และเหลือหาง ๆ ไว้ หรือขายคว่ำหนามทำให้ไม่ได้ราคาและมีทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดจำนวนมาก
นายสัญชัย โกสัลล์วัฒนา ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตทุเรียนและเจ้าของเพจทำสวนเอาเงิน ไม่ได้เอาเงินทำสวน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาทุเรียนอ่อนควรเป็นวาระของทุเรียนจันทบุรี หรือของทุเรียนภาคตะวันออก มาตรการที่จะใช้บังคับโดยตรงไม่มี หลังจากนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี มีคำสั่งแต่งตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจพิเศษ ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ชุดปฏิบัติการนี้เข้าตรวจล้งพบทุเรียนอ่อน 2,300 ตัน ตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งได้ 16% และ 23% (กำหนดไม่ต่ำกว่า 32%) ไม่มีใบ GAP ในบริบทข้อกฎหมายเจ้าหน้าที่ได้แค่ป้องปราม ตักเตือนล้งไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก
ในขณะที่ชุดปฏิบัติการนี้ออกจากล้งไปล้งข้างเคียงมีการรับซื้อต่อ ดังนั้นกฎหมายลงโทษต้องเข้มข้นไม่ให้กล้ากระทำความผิด ล้งดี ๆ มีอยู่มาก แต่ล้งไม่ดีไม่กี่ล้งทำให้เสีย ในขณะที่ทุเรียนไทยต้องแข่งขันเพื่อนบ้าน ถ้ายังส่งทุเรียนไทย % ต่ำออกไป ตลาดการบริโภคเปลี่ยนแปลงแน่
“กฎหมายที่บังคับใช้เอาผิดกับปัญหาทุเรียนอ่อนยังไม่มี เป็นวิธีนำเอากฎหมายอื่นมาใช้ อย่างช่วงโควิด-19 มี พ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งมาตรฐานบังคับ มกษ.9070-2567 ที่จะประกาศใช้ 10 ก.ค. 68 มีผลบังคับใช้เฉพาะโรงคัดบรรจุเท่านั้น ควรบังคับใช้กับเกษตรกรด้วย ทั้งชาวสวนและโรงคัดบรรจุต้องรับผิดชอบร่วมกัน และบทลงโทษต้องกำหนดให้ชัดเจน หรือมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการดำเนินการแทน เพราะทุกวันนี้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจพิเศษ ตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ทำได้เพียงตักเตือน ป้องปราม ควรรีบดำเนินการต่าง ๆ แก้ปัญหาทุเรียนอ่อนให้ทันมาตรฐานบังคับใช้เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเท่านั้น เจ้าหน้าที่จะทำงานง่ายขึ้น” นายสัญชัยกล่าว
อนึ่ง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลสรุปการจัดทำข้อมูลเอกภาพไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 (ข้อมูล ณ 2 เมษายน 2568) โดย สศท.6 และศูนย์สารสนเทศการเกษตร สศก. ประชุมร่วมกับคณะทำงานย่อยเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ ภาคตะวันออก โดยคาดการณ์ว่า ทุเรียน มีปริมาณผลผลิตรวม 871,692 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 666,329 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 31
ขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระยะผลกลางและผลใหญ่ เริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนสิงหาคม 2568 แม้ในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกชุก แต่ภาพรวมผลผลิตทุเรียนยังคงเพิ่มขึ้น โดยทุเรียนจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2568 คิดเป็นร้อยละ 42 ของผลผลิตทุเรียนทั้งหมด