กกร.กังวลเงินบาทแข็งค่าเร็ว ชี้ไทยแข็งเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย หวั่นกระทบยอดส่งออก-ท่องเที่ยวลด จี้รัฐออกมาตรการตั้งรับช่วยผู้ประกอบการ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าระดับที่ธุรกิจแข่งขันได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีค่าเงินแข็งค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ
โดยมองว่าควรให้ความสำคัญกับการดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็วจนเกินไป และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถรับรู้และปรับตัวได้ทันการณ์ อีกทั้งยังจำเป็นต้องมีการส่งผ่านประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง เช่นต้นทุนนำเข้าสินค้าพลังงาน และวัตถุดิบโดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่ลดลงไปยังภาคการผลิตและภาคประชาชนให้ได้อย่างเป็นระบบ
ขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นยกเว้นค่าพลังงาน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งทำให้สินค้าของไทยมีราคาแพงขึ้น หรือผู้ประกอบการได้รับเงินลดลง ที่ผ่านมาสงครามการค้า (Trade War) สหรัฐมองหลายประเทศที่ค่าเงินอ่อนผิดปกติ ไทยเห็นได้ชัดว่าไม่มีการปั่นค่าเงินหรือทำให้ค่าเงินอ่อน แต่ไม่เป็นผลดีต่อผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้า
นายเกรียงไกรกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ค่าเงินมีความผันผวน เกิดการแข็งค่าและอ่อนตัวเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว ภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ซึ่งนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยได้รับจำนวนเงินที่ลดลง ดังนั้นความสมดุลจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหาวิธีการให้ค่าเงินเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
นายเกรียงไกรกล่าวต่อไปว่า การคาดการณ์ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวมาไทยในปี’68 จากเดิมที่คาดไว้ 39 -39.5 ล้านคน ล่าสุด ก็มีการปรับลดลงเหลือ 36-37 ล้านคน ซึ่งคาดว่าเกิดจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง
โดยนักท่องเที่ยวจีนมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางอื่นมากขึ้น จะเห็นได้จากตัวเลขการเดินทางจากจีนไปยังเวียดนามประมาณ 600,000 คน แต่จีนมายังไทยลดลงเหลือ 300,000 คน แต่นักท่องเที่ยวยุโรปที่เข้ามาในไทยมีเพิ่มขึ้น ดังนั้น ไทยควรให้ความสำคัญในการกระตุ้นยอดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวยุโรปด้วย
“มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ยุโรปเข้ามามากขึ้น อาจจะต้องมองหาตลาด แม้เป้าที่ลดลงตามจำนวนคน แต่ทำยังไงให้จำนวนการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังและใช้เงินเยอะ เป็นแนวทางที่กำลังคุยกันอยู่” นายเกรียงไกรกล่าว
อย่างไรก็ตาม เราต้องมีการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง เศรษฐกิจมีมาตรการตั้งรับ เช่น การส่งออกต้องพึ่งพาตลาดใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเจาะเฉพาะกลุ่มเดิม ๆ เช่น จีนมีความเคลื่อนไหวค่อนข้างเร็ว ลดการส่งออกสหรัฐเหลือ 13% ซึ่งตอนนี้ไทยพึ่งพาสหรัฐถึง 18.3% ดังนั้นเราต้องหาตลาดใหม่
ขณะเดียวกัน เราต้องมีการปรับราคาพลังงาน ค่าไฟใหม่เหมาะสม ช่วยเหลือ SMEs ที่กระทบกับต้นทุนผู้ประกอบการ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งประเทศ พึ่งพาเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น AI เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
ส่วนกระแสข่าวว่าจะไม่มีการแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาทแล้ว นายเกรียงไกรระบุว่า ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่การอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่า ก็ยังเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ แต่ต้องทำโดยที่ไม่มีรอยรั่ว ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างงาน สร้างคน และมีทิศทางที่ชัดเจนด้วย
“นี่คือข้อเรียกร้องของภาคเอกชน รัฐบาลควรอัดฉีดให้ตรงจุด และทำให้เห็นว่า การแจกเงินครั้งที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง และกรณีหากไม่เกิดผลอะไร ก็ควรปิดจุดนั้น เพื่อทำให้ได้ผลอย่างเต็มที่”
ด้านนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการนายกสมาคมไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าค่อนข้างเร็ว ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในเรื่องของค่าเงิน ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเราก็อยากให้ดูแลด้านการส่งออกให้ดีขึ้น สหรัฐมีการจับตามองเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน มองว่า ธปท.ไม่น่าจะเข้าไปทำให้ค่าเงินอ่อนมากเกินกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น
