Skip to content

คดีฮั้ว สว. วัดกำลังสงครามตัวแทน ‘ภูมิใจไทย-ประชาชาติ’

08 พ.ค. 2568 | 17:49น.
คดีฮั้ว สว. วัดกำลังสงครามตัวแทน ‘ภูมิใจไทย-ประชาชาติ’

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคพรรคภูมิไทย (ภท.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนตระหง่าน คู่ขนาน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในสงครามคนขั้วเดียวกัน กลางเกม “คดีฮั้ว สว.”

ปฐมบทมหากาพย์ คดีฮั้ว สว.

คดีฮั้วเลือก สว. เดินทางมาถึงจุดที่ถูกชง ขึ้นสู่องค์กรอิสระ จากที่เคยตอบโต้กันไปมาระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อจู่ ๆ มีข่าวลอยออกจากดีเอสไอ ว่า กกต.เตรียมเรียก 60 สว.คนดัง ล็อตแรกแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง สว. ไม่เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม

ทว่าไม่ทันข้ามวัน เรื่องก็กลายเป็นโอละพ่อ เมื่อ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ชี้แจงว่า “เรื่องนี้ไม่มีมูล ได้ยินแต่ข่าว” ตามด้วยข่าวที่ลอยออกจาก กกต.ว่าการดำเนินการไต่สวน หลังเลือก สว.ผ่านมาแล้วถึง 1 ปี ขณะนี้อยู่ขั้นตอนที่หนึ่งเท่านั้น

ข้อมูลที่ไหลออกจาก กกต. จงใจสื่อสารว่า การสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. เพิ่งเริ่มบันไดขั้นที่ 1 จากทั้งหมด 3 ขั้น เริ่มจากการรับเรื่องเข้าสู่ระบบ ขั้นที่สองชงวาระพิจารณาเข้าสู่ระดับอนุกรรมการ ขั้นที่ 3 เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการใหญ่ กกต.

เส้นทางแห่งคดี จะว่าเร็วก็เร็ว-จะว่าช้าก็เป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับการวัดพลังต่อรองทางการเมือง ของผู้มีบารมีทั้ง 2 ค่าย

“เลือก สว.ชุดที่ 13” ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

ก่อนที่เป็น สว.ชุดที่ 13 บุคคลระดับกำกับการเลือกตั้ง อย่าง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังยอมรับว่าเป็นการเลือกที่ “ซับซ้อนที่สุดในโลก” โดยเป็นการนำมาใช้เป็นครั้งแรกของโลก สว.ชุดนี้ จึงเป็น สว.ระดับมนุษย์ประวัติศาสตร์

ย้อนไปเกือบปีการเลือก สว.ชุดที่ 13 เป็นระบบกติตาใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ผู้สมัครจาก 20 กลุ่มอาชีพ ‘เลือกกันเอง’ ผ่านกระบวนการคัดสรร 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน 2567 จนคนไทยได้เห็นหน้าเห็นตา 200 สว. คลอดเมื่อ 26 มิถุนายน 2567 และยังมีบัญชีสำรองอีก 100 คน

ตอนนั้นเป็นที่ฮือฮาเมื่อสแกน สว. ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนแวดวงเครือข่ายค่ายการเมืองสีน้ำเงิน เพราะเกร็งกันว่ายุคนี้ภายใต้รัฐบาลแกนนำพรรคเพื่อไทย เสียงส่วนใหญ่น่าจะมาจากฝั่งการเมืองค่ายสีแดง ทว่าแม้แต่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ น้องเขยทักษิณ ชินวัตร บิดานายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ยังร่วงตกตั้งแต่รอบแรก ถือเป็นการหักปากกาเซียน

ตอนนั้นโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่เฝ้าติดตามเก็บข้อมูลการเลือก สว.ชุดนี้มาตลอด ตั้งข้อสังเกตมองระบบการเลือก สว.ครั้งนี้ ซับซ้อนอาจจะมีปัญหา ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และพบว่าผลคะแนนมีความผิดปกติ เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง

แต่ทว่าแม่ทัพค่ายการเมืองสีน้ำเงิน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันนอนยันมาตลอด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. แต่ไม่อาจถูกสังคมมองข้ามได้ เพราะ สว.บางคนมีอาชีพที่มาแปลกๆ อาทิ ชาวนา เกษตรกร คนขับรถสิบล้อ รับจ้างหรือเป็นคนในบ้านผู้มากบารมีการเมือง

เหมือนจะราบรื่น แต่สภา สว. ก็มีความวุ่นวายเล็กน้อย ประเดิมตั้งแต่การโหวตครั้งแรก การเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา กว่าจะผ่านได้

สุดท้ายได้ มงคล สุระสัจจะ ประธาน สว. ดีกรีอดีตผู้ว่าฯบุรีรัมย์ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน ยุค ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็น มท.1 ก่อนขยับรุ่นขึ้นเป็นอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเคยมีชื่อติดแคนดิเดตปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ถูกแรงต่อต้านถึงความไม่เหมาะสม สุดท้ายถอนตัว และเกษียณราชการตำแหน่งผู้ตรวจฯ ก่อนผันตัวไปทำเกษตร อําเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และหวนเข้าสู่ถนนการเมือง สว.

ขณะที่รองประธาน สว. พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตแม่ทัพภาค 4 จบอายุราชการตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ. แต่จากนั้นถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อนุทิน เพราะด้วยการรู้ฝีมือกันจากการเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ส่วน บุญส่ง น้อยโสภณ แม้ไม่ใช่สายสีน้ำเงินแท้ แต่มีดีกรีเป็นอดีตคณะกรรมการ กกต.

ความเชื่อมโยงอย่างยากที่จะแยกแยะ ทำให้ สว.ส่วนหนึ่ง ถูกชี้เป้าว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน และกลายเป็นชนวนแห่งการตรวจสอบอย่างหนักหน่วง

ไทม์ไลน์ ปมขัดแย้งในสงครามตัวแทน

หลังผ่านกระบวนการได้มาของ สว. เริ่มมีสัญญาณล้ม สว.น้ำเงิน เริ่มตั้งแต่กันยายน 2567 มีผู้ร้อง DSI ให้สอบสวนการได้มาของ สว. จากนั้น DSI ประสานข้อมูลผ่าน กกต. แต่การเคลื่อนวาระเป็นไปแบบถีบๆ ถอยๆ ตลอดมา

กระทั่ง ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายความมั่นคง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ใช้อำนาจ กคพ. ดันเข้าสู่วาระ “คดีพิเศษ” แต่ระหว่าการเดิน เกิดการโต้ตอบและเจรจากันฝุ่นตลบ ถึงขั้นทำให้องค์ประชุม กคพ. ล่มรอบแรก เมื่อ 25 กุมพาพันธ์ 2568

แต่ ภูมิธรรม กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในฐานะรองประธาน กคพ. ที่กำกับดูแล DSI แก้เกมเดินหน้าจัดประชุมฯ เมื่อ 6 มีนาคม 2568 ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง สุดท้ายมีมติรับคดีฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษ เฉพาะความผิดฐานฟอกเงิน ด้วยเสียงให้ความเห็นชอบ 11 คน จากคณะกรรมการ 22 คน หรือคิดเป็นกึ่งหนึ่งของบอร์ดทั้งหมด ซึ่งมีกรรมการ กคพ. 4 คน ไม่เห็นชอบ และอีก 3 คน งดออกเสียง

จากนั้น DSI ได้สัญญาณไฟเขียว เร่งดำเนินการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ทันที ข้อมูลและหลักฐานที่ถึงมือ พ.ต.อ.ทวี มีความสาวลึกถึงตัวเลขเงินสะพัดกว่า 400 – 500 ล้านบาท และ DSI มีพยานบุคคลกว่า 3,000 คน

แต่ฝั่ง สว. รีบแก้เกม เมื่อ 14 มีนาคม 2568 สว. 92 คน เข้าชื่อยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ ภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี รวมถึงคณะกรรมการ 11 คนที่ลงมติรับคดีฮั้ว สว. โดยพุ่งเป้าไปที่ ภูมิธรรม ประธาน กคพ. โดยอ้างว่ามีการแทรกแซงครอบงำ กกต. โดยใช้  DSI เป็นเครื่องมือ

ความปรากฏดังกล่าว ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับแก้ไขคำร้อง สว. 92 คน ที่ขอให้ยื่นสอบ ภูมิธรรม-ทวี

ในระหว่างนั้น DSI เร่งงานลงพื้นที่ เพื่อหาหลักฐาน แต่แล้ว จู่ ๆ ก็มีหนังสือราชการด่วนที่สุด จากผู้ว่าฯอำนาจเจริญ ฐานที่มั่นการเมืองค่ายสีน้ำเงิน ส่งตรงถึงกระทรวงมหาดไทย ระบุตอนหนึ่งว่า พบเจ้าหน้าที่ DSI ไปสอบสวนหาข่าว ในเวลาต่อมา พ.ต.อ.ทวี ยอมรับเป็นความจริง และอ้างกฏหมาย เป็นหลักการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 22 ต้องให้ความร่วมมือ ถ้าไม่ร่วมอาจจะมีโทษ

กระบวนการต่อสู้ของสงครามตัวแทน และข้อเท็จจริง คดีฮั้ว สว. จะมีมูล-มีความปรากฏเพิ่มขึ้น จะเพิ่มดีกรีความดุเดือดไปจนถึงระดับไหน ทั้ง สส.-สว.และนักการเมืองทั้งกระดานจ้องตาไม่กระพริบ