วิศวะจุฬาฯ จับมือสถาบันวิจัยพลังงาน และ กฟผ. ถอดบทเรียนไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป คาดสาเหตุเริ่มต้น “เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 ตัวหยุดทำงาน” เวลาใกล้เคียงกัน ชี้เกิดขึ้นได้ยาก แนะไทยรับมือพลังงานหมุนเวียนผันผวนสูง หนุนสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBIS) สถาบันวิจัยพลังงาน ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดเสวนา “ไฟดับครั้งใหญ่ในยุโรป : บทเรียนจากสเปน-โปรตุเกส 2025 และแนวทางรับมือและออกแบบระบบพลังงานอย่างสมดุล”
ร่วมกันถอดบทเรียนเชิงลึกจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในประเทศสเปนและโปรตุเกสช่วงต้นปี 2025 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคน ธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วคาบสมุทรไอบีเรีย
เพื่อประเมินความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับความสมดุลพลังงานแบบ Energy Trilemma : สะอาด ไม่ดับ ราคารับได้ สู่แนวทางการออกแบบระบบพลังงานที่ยืดหยุ่น สมดุลยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต

นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสาตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ไฟดับที่ยุโรปถือเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับมความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า (power security) ทั่วโลกมุ่งสู่การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน (energy transition) จากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน แต่พลังงานหมุนเวียนที่อาจจะเป็นประเด็นสำคัญคือ แหล่งพลังงานที่มีความผันผวนสูง (Variable Renewable Energy: VRE) ซึ่งในมุมมองของการไฟฟ้ามีพลังงาน 2 ประเภทที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือ พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์
หากเราดูในมุมมองของฝั่งยุโรป ขณะนั้นสเปนอาจจะมีพลังงงานหมุนเวียนอยู่ในระบบประมาณ 70% คาดว่าเป็นพลังงานแสงอาทิตย์และลม เนื่องจากมีปริมาณการใช้ค่อนข้างเยอะ ขณะที่ประเทศไทยจากข้อมูลกำลังการผลิตและการผลิตพลังงานไฟฟ้าของระบบ 3 การไฟฟ้า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 พบว่า มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนค่อนข้างเยอะเช่นกัน แต่มี VRE มีประมาณ 10% ส่วนก๊าซชีวภาพ 4% และชีวมวล 5% แต่เป็นเชื้อเพลิงที่สามารถบริหารจัดการได้ไม่เกี่ยวข้องสภาพอากาศ
เมื่อมองความต่างของ VRE ไทยและสเปน จะมั่นใจได้ว่าหากเกิดจากสภาพดินฟ้าอากาศของไทยในปัจจุบันโอกาสเกิดข้อผิดพลาดน้อย อย่างไรก็ตาม 3 การไฟฟ้าเล็งเห็นถึงความมั่นคงของะบบไฟฟ้าเป็นสำคัยแม้ในอดีตจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ้างแต่ทุกๆครั้งที่เกิดจะหาแนวทางป้องกันและรับมือได้
ซึ่ง VRE จะมีผลกระทบทำให้การใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น เดิมระบบพีกไฟฟ้าสูงสุดมมักเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวัน และเป็นวันปกติ แต่ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาที่มีการผลิตโซลาร์มากขึ้น ทำให้พีกไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันแต่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนแทน ขณะเดียกวันการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียนทำให้ minimum load ของระบบที่ควรเกิดขึ้นในช่วง 05.00 น. กลายเป็นเกิดขึ้นในเวลากลางวันแทน
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ต่อไปไทยจะมุ่งสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าในการบริหารจัดการรองรับพลังงานสะอาดในอนาคต หากวิเคราะห์บทบาทพลังงานหมุนเวียน เมื่อเข้ามาในระบบแล้วจะมีผลต่อระบบ โดยโรงไฟฟ้าหลักจะผลิตน้อยลง รวมถึงดีมานด์ระบบก็ต้องการน้อยด้วย ยกตัวอย่างวันที่ 31 ธ.ค. 2567 สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มาจากโซลาร์และลมอยู่ที่ 18% ถือเป็นส่วนเทียบเคียงยุโรปยังห่าง อีกทั้ง บริบทแต่ละประเทศต่างกัน
ดังนั้น ในส่วนของระบสายส่งจะต้องดูเรื่องของ N-1 เมื่อมีเหตุขัดข้องส่วนที่เหลือต้องรองรับได้ โดย กฟผ. ได้พัฒนาโครงข่ายสายส่งหลัก 500 กิโลโวลต์ ให้ครอบคลุมทุกภาค เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาค ซึ่งมีการวางแผนเชื่อมโยงสายส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปภาคเหนือภาคกลางได้ เพื่อดึงไฟมาช่วยเสริม
ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย ชัยทัศนีย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในสเปนและโปรตุเกส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 สมมติฐานสาเหตุเริ่มต้น คาดว่าเกิดจากการหยุดทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 ตัวในเวลาใกล้เคียงกัน (N-2) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก และอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาแรงดันไฟฟ้าสูงเกิน (overvoltage) และการแกว่งตัวของความถี่ (inter-area oscillations) ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพ
ส่วนสาเหตุของไฟฟ้าดับทั้งระบบ เกี่ยวข้องกับการทำงานของอัตราการเปลี่ยนแปลงความถี่ หรือ RoCoF (Rate of Change of Frequency) Relays เมื่อตัดการเชื่อมต่อกับยุโรป ความถี่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว (RoCoF สูง) และรีเลย์ที่ไวต่อ RoCoF (>1 Hz/s) อาจตัดเครื่องกำเนิดออกเพื่อป้องกันความเสียหาย
ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ สเปนพึ่งพา พลังงานแสงอาทิตย์ 59% และลม 11% ซึ่งทำให้ระบบไฟฟ้ามี Inertia ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของไฟฟ้าดับแป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากโดยทั่วไประบบไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ N-3 ได้อยู่แล้ว

ด้านดร.พิมพ์สุภา เกาะช้าง นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน เราไม่สามารถรอได้ เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์เหตุการที่เกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่น แผ่นดินไหวก็ไม่มีแผนรองรับชัดเจน ดังนั้น สถาบันวิจัยพลังานได้จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสริมความมั่นคงเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
คือ 1. จัดทำ Energy Resilience Roadmap ควบคู่กับ roadmap สู่ Net Zero 2.ปรับนโยบายให้มีความยืดหยุ่นทันต่อเทคโนโลยีและบริบทโลก เพื่อรองรับบริบทโลกที่เปลี่นแปลงรวมเร็ว เช่น ภัยภูมิอากาศ วิกฤติพลังงาน หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
3. สื่อสารกับสาธารธอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจว่า พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่ต้นเหตุของความเสี่ยง แต่ต้องมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม 4. ส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลเปิด ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูลเปิด เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ เข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วม