Skip to content

เรียก ‘60 สว.’ แจง ‘ฮั้ว’ คดีร้อนในมือ ‘ดีเอสไอ-กกต.’

10 พ.ค. 2568 | 13:32น.
เรียก ‘60 สว.’ แจง ‘ฮั้ว’ คดีร้อนในมือ ‘ดีเอสไอ-กกต.’

เดือดกรุ่น ๆ นั่นคือการสอบสวนคดี “เลือก สว.” ที่แยกดำเนินการ 2 ขา ระหว่าง ดีเอสไอ กับ กกต.

แน่นอนว่ามีการขัดแย้ง ชัดขากันพอสมควร ดังที่เกิดในจังหวัดที่มีบทบาทในการเลือก สว.

แต่อีกด้านหนึ่งมีการประสานการสอบสวนและข้อมูล ทำให้เกิดความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ซึ่งมี “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน

มีกรรมการจาก กกต.และดีเอสไอรวม 7 ราย รวบรวมพยานหลักฐานการเลือก วิเคราะห์ข้อมูล สอบปากคำพยาน ความสัมพันธ์คณะบุคคล เส้นทางการเงินที่สะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ในการเลือก 3 ระดับ ทั้งอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ การกาคะแนน การนับผลคะแนน ที่มีการเลือกหมายเลขเดียวกันซ้ำ ๆ กันหลายชุด

พบการกระทำเข้าข่ายไม่ได้เป็นไปด้วยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นความผิดตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

จึงส่งหลักฐานและข้อมูลให้สำนักงาน กกต.ดำเนินการตามกฎหมาย เรียก สว.ลอตแรก 60 ราย เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาฮั้วเลือก สว. อันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.เลือก สว.

เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.เป็นต้นไป

ข่าวเรียก สว. 60 คนเข้ารับทราบข้อหา เปรี้ยงปร้างออกมา สร้างความตื่นเต้นตกใจพอสมควร

แม้แต่ใน กกต.เอง ทำให้เกิดปฏิกิริยาติดตามมา

หลังจากข่าวเรียก 60 สว.ชี้แจง เบอร์ 1 ของ 7 เสือ กกต. คือนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ออกโรงให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่มีมูล ได้ยินแต่ข่าว

และมีข่าวตามมาว่า ยังมีขั้นตอนต้องนำผลสอบไปผ่านโน่นผ่านนี่อีกหลายด่าน

อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะดำเนินการให้มีการออกหมายเรียกให้ สว.ที่เข้าข่ายกระทำผิดมารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาต่อไป

ท่าทีจาก “ประธานอิทธิพร” ที่บอกว่าไม่มีมูล จึงต้องจับตากันว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรกันต่อ

ที่แน่ ๆ คดีอีกส่วนของดีเอสไอ คือเรื่องฟอกเงินและอั้งยี่ ทาง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ออกมาเปิดเผยว่า รอ กกต.แจ้งข้อกล่าวหา คาดว่าจะไม่นานหลังจากนั้น

โดย พ.ต.อ.ทวีย้ำให้สะดุ้งโหยงกันเล่น ๆ ว่า หากพยานเชื่อมโยงไปถึงใครเอาหมด

ก็ต้องถือว่าคดีเดินมาไกลพอสมควร หลังจากเงียบ ๆ มาระยะหนึ่ง จนผู้สมัคร สว.รวมตัวกันร้อง ทำให้ กกต.ต้องขยับตัว และมีดีเอสไอเข้ามาร่วมด้วย

ทำเอา สว.เดือดไปตาม ๆ กัน เพราะไม่นึกว่าคดีจะอยู่ในอำนาจดีเอสไอ แต่ไปเปิดกฎหมายดู ปรากฏว่าความผิดอาญาบางอย่างในการเลือก สว. เป็นฐานความผิดในอำนาจของดีเอสไอ

การเข้ามาทำคดีของดีเอสไอ คู่ขนานไปกับ กกต. ทำให้เกิดการจับตามองอย่างเปรียบเทียบว่า คดีนี้จะไปทางไหน

กระแสข่าวบอกว่า สำหรับความผิดอาญาที่ดีเอสไอมีอำนาจดำเนินการมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 100 คน

แต่การเข้าไปทำคดีของดีเอสไอก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เพราะอีกฝ่ายก็ยื้อสุดแรงเหมือนกัน

เหมือนกับวิ่งชนกำแพงกันเต็ม ๆ เหมือนกัน กลุ่ม สว.ซึ่งรัฐธรรมนูญให้ถือเป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” เคลื่อนไหวตอบโต้ทันที

กลุ่มหนึ่งยื่น ป.ป.ช.ให้สอบ พ.ต.อ.ทวี และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบโดยกฎหมาย กรณีรับคดีฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษ

และยังยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอน “บิ๊กอ้วน ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ประธานกรรมการคดีพิเศษ ที่รับคดี สว.มาให้ดีเอสไอสอบ กับ “พ.ต.อ.ทวี” ในฐานะรองประธานคดีพิเศษ ฐานกระทำผิดจริยธรรมนักการเมือง อันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ

น่าสนใจอย่างมากว่า การที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสอบสวนปัญหาการเลือก สว.ที่ประชาชนคาใจสงสัยจะเป็นความผิดได้อย่างไร

ตรงกันข้าม การนั่งเฉยให้วันเวลาผ่านไป ไม่จัดการใด ๆ น่าจะเป็นความผิดมากกว่าหรือไม่

แต่ก็มีข้อดีตรงที่ว่า หากการยื่นสอบ และการสอบสวนมุ่งหมายทำให้ “ความจริง” ได้ปรากฏต่อสังคม ว่าใครผิดใครถูกก็เป็นเรื่องดี

ก็ต้องถือว่าคดีเลือก สว.จะเป็นบทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรม กระบวนการรักษากฎหมายของบ้านเราครั้งสำคัญ

เพื่อนำไปสู่การชี้ผิดชี้ถูกในปัญหาที่เกิดขึ้น ในการกระทำของผู้เกี่ยวข้อง

อีกเรื่องที่ยังรอการแตะต้อง ก็คือกฎกติกาของการเลือก สว. ที่ถามกันมาก ว่าเป็นกติกาที่ดี เป็นประชาธิปไตยหรือไม่

คำตอบของเรื่องนี้ไม่ควรลอยอยู่ในสายลม แต่ต้องเป็นบทเรียนที่จับต้องได้ของการเมืองไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกต. ดีเอสไอ สว.