เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

ศิริกัญญา ชงรัฐบาลกู้ฉุกเฉิน อัดแพ็กเกจใหญ่ รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

12 พ.ค. 2568 | 11:42น.
ศิริกัญญา ตันสกุล
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

โลกทั้งโลกสะเทือน-ปั่นป่วน จากการที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้านับร้อยประเทศ ระเบียบการค้าโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษถูกทำลาย ประเทศไทยย่อมหนีไม่พ้นที่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้น

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร สั่งเร่งหามาตรการรับมือ กำชับเรื่องการใช้งบประมาณกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจจะดัน “กฎหมายกู้เงิน” 5 แสนล้าน เข้าสภาช่วงปลายเดือนนี้

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะที่ถูกเรียกขานว่าเป็น รมว.คลังเงา หัวหน้าทีมนโยบายของพรรคสีส้ม ดีไซน์แผนกู้เงินฉุกเฉินแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และสภาวะเศรษฐกิจซึมลึก

ผลกระทบภาษีทรัมป์

“ศิริกัญญา” ฉายภาพความร้ายแรงของวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า หลังจากสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าเกิดความไม่แน่นอนสูงมาก ระหว่างนี้เป็นช่วงเวลาการเจรจา จึงเดาผลสุดท้ายได้ยากมาก ขึ้นอยู่กับไทยเจรจาแล้วได้ผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จ และต้องดูประเทศอื่น ๆ ด้วยว่าเจรจาแล้วได้ผลดีกว่าหรือแย่กว่า รวมถึงตัวเล่นหลักอย่างสหรัฐกับจีน จะมีข้อตกลงอะไรกันได้บ้าง เราเห็นสัญญาณแล้วว่าทั้งคู่จะปรับกำแพงภาษีระหว่างกันลง แต่จะปรับลงถึงแค่ไหน แล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

ผลกระทบกับการค้าโลกและเศรษฐกิจโลก ระเบียบการค้าโลกแบบเดิมไม่มีอีกต่อไปแล้ว เดาไม่ได้เลยว่าประเทศอื่นจะหันมาทำแบบที่สหรัฐทำหรือเปล่า แม้เรื่องดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าไม่ใช่ผู้ส่งออก แต่เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐ 20% ของการส่งออก คิดเป็น 10% ของจีดีพี ถ้าการส่งออกตรงนี้ลดลงกระทบจีดีพีไทยแน่นอน

และเมื่อมีการลดคำสั่งซื้อ ลดออร์เดอร์ลงมาก ๆ ก็อาจนำไปสู่การลดชั่วโมงการทำงานของคนในโรงงาน อาจมีการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรมได้ อุตสาหกรรมที่เราส่งออกไปสหรัฐเยอะ ๆ ไม่ได้มีเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ แต่มีบริษัท SMEs ที่อยู่ในซัพพลายเชนอีก 5 พันราย และมีคนงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน ยังไม่ต้องพูดถึงหากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบด้วย

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตที่ซึมเฉพาะเซ็กเตอร์ เป็นการซึมในระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำอยู่แล้วโตช้าไปอีก ในบางช่วงอาจถึงขั้นอยู่ในภาวะถดถอยด้วยซ้ำไป

เอฟเฟ็กต์เจรจาช้า

แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชะลอการเก็บภาษี 90 วัน แต่วันนี้ผ่านมา 1 ใน 3 ของระยะเวลาแล้ว และประเทศอื่นมีการเจรจากันไปหลายรอบแล้ว เช่น อินเดียคุยกันไปถึง 19 เซ็กเตอร์ เวียดนามจะมีการเจรจารอบที่ 3 ในเร็ว ๆ นี้ แต่ไทยยังไม่ได้รับสัญญาณบวก ว่าจะเริ่มต้นการเจรจาเมื่อไหร่

Advertisement

เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และรัฐบาลเริ่มออกมายืนยันแล้ว โดยหัวหน้าทีมเจรจา คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง รวมถึงคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดแล้วว่า สหรัฐเรียกร้องเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการค้า ทั้งเรื่องความมั่นคง เรื่องการจับกุมชาวอเมริกันในประเทศไทย กลายเป็นชนักสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าเจรจาได้เหมือนประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชียด้วยกัน

สิ่งนี้จะเริ่มส่งผลกระทบ ถ้าคู่แข่งประเทศอื่น เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงได้ก่อนไทย เขาจะได้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ส่งออกว่าเดินหน้าได้ก่อน พอมีความมั่นใจเกิดขึ้น นักลงทุนก็ไม่คิดจะย้ายฐานการผลิตไปไหน ส่วนไทยปล่อยเวลาทอดนานสุ่มเสี่ยงเสียโอกาสที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ หรือผู้ส่งออกได้รับผลกระทบน้อยลง

ศิริกัญญา

ต้องเจรจาแบบ 1 ต่อ 1

ที่นายกฯ บอกเรื่องอาเซียนรวมตัวไปเจรจาจะมีส่วนช่วยได้หรือไม่ ศิริกัญญาไม่ขัดข้อง แต่ต้องเจรจา 1 ต่อ 1 ด้วย

เห็นด้วยที่จะผนึกกำลังกับอาเซียน ไม่ผิดที่จะใช้อำนาจนี้ในการต่อรอง แต่ถามว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนใช้วิธีการแบบเดียวกับเราหรือเปล่า เพราะประเทศอื่นใช้วิธีการแบบ 1 ต่อ 1 ไปเจรจากับสหรัฐทั้งนั้น จะมีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน พูดคุยในนามประธานอาเซียนบ้าง แต่ที่เหลือใช้วิธี 1 ต่อ 1 เพราะกระบวนการเจรจาใช้เวลานาน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องน้อง ๆ การเจรจา FTA ทั้งเรื่องภาษี สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา ต้องเอามาเจรจาด้วย

มีคนทำสถิติประเทศที่เจรจากับสหรัฐใช้เวลาเร็วที่สุดคือ 4 เดือน นานสุดคือ หลายปีกว่าจะเจรจากันจบ ดังนั้น จึงไม่มีใครใช้กลยุทธการเจรจาเป็นแพ็ก เพราะถ้าใช้กลยุทธ 10 ประเทศ คุยกับ 1 ประเทศ กว่าที่จะตกลงกันได้ในแต่ละหัวข้อ ต้องเจรจากัน 11 ประเทศ จึงจบได้ยากกว่า

และไทยควรให้น้ำหนักการเจรจา 1 ต่อ 1 เพราะถ้าเราบอกเจรจาร่วมกับอาเซียน แต่ประเทศอื่นในอาเซียนไม่ได้มากับเราด้วย โอกาสที่จะสำเร็จก็น้อยลง เพราะถ้าดูแพ็กเกจแต่ละประเทศที่นำไปเจรจาคล้าย ๆ ไทยทั้งหมด คือเปิดการนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐเพิ่มขึ้น ลดกำแพงภาษี จัดการการสวมสิทธิสินค้าจีน และไปลงทุนสหรัฐ ดังนั้น พาวเวอร์อำนาจต่อรองจากการรวมกลุ่มอาเซียน อาจไม่ได้มากอย่างที่คิด

แต่ถ้าจะผนึกกำลังกับอาเซียนที่ดี คือผนึกกำลังกันยืนยันในเรื่องการค้าเสรีและเป็นธรรม ยึดมั่นระเบียบการค้าโลกแบบเดิม ซึ่งจะมีพลังมากในอาเซียน

ต้องปลด 2 ปมมั่นคง

แล้วถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล มีรัฐมนตรีคลังที่ชื่อศิริกัญญา จะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร เธอตอบว่า ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ยังไงก็ไม่ตัดสินใจส่งอุยกูร์กลับไปแน่ ๆ ถ้าจะส่งก็ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าจะไม่ทำให้เขาตกไปอยู่ในอันตราย รวมถึงการดำเนินคดีมาตรา 112 แบบไม่อยู่บนหลักการ หรือไม่อยู่บนข้อเท็จจริงก็คงไม่มี

ไม่ทำให้การเจรจาการค้ายุ่งยากขนาดนี้ อาจดูท่าทีอยู่บ้าง แต่ 1 เดือนผ่านไปก็คงต้องเจรจารอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะรอหรือไม่รอดูท่าที

“ถ้าจะแก้ให้พ้นปมนี้ต้องทำทั้งคู่ คือเรื่อง มาตรา 112 กับเรื่องอุยกูร์ คิดว่าสหรัฐคงยื่นเงื่อนไขอะไรบางอย่างให้ทางการไทยจัดการให้จบก่อนเริ่มการเจรจาการค้าจริง ๆ ซึ่งจะเห็นว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องกรณี ดร.พอล แชมเบอร์ส ไปแล้ว และยังไม่แน่ใจว่ามีชาวอเมริกันคนอื่นที่ถูกคุมขังแบบไม่เป็นธรรมแบบนี้อีกหรือเปล่า รวมถึงเรื่องอุยกูร์ที่เราส่งกลับจีนแล้ว 40 คน แต่เราสามารถยืนยันชี้แจงว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรกับชาวอุยกูร์ที่เหลือ 5 คน เพื่อทำให้สถานการณ์คลี่คลาย และดำเนินการต่อในการเจรจา ซึ่งเราพูดบนพื้นฐานที่ไม่ทราบว่าสหรัฐยื่นเงื่อนไขอะไรให้เราทำบ้าง”

ศิริกัญญา ตันสกุล

ส่วนประเด็นด้านเศรษฐกิจที่จะนำไปเจรจากับสหรัฐ คงไม่ต่างจาก 5 ข้อของ “พิชัย” ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา เพราะเป็นท่าพื้นฐานที่ทุกประเทศนำเสนอแบบนี้ แต่ถ้าจะต่างอยู่ในเรื่องกระบวนการ ว่าสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมตัวไหนจะนำมาเจรจา คงไม่ทำเป็นดีลลับ เราต้องคุยกับเกษตรกรที่มีส่วนได้ส่วนเสียแบบตรงไปตรงมา ถ้านำสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างไร ถ้าราคาในประเทศตกต่ำแล้วจะแก้ไขเยียวยาอย่างไร

กวาดงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ “ศิริกัญญา” เสนอว่า ในช่วง 90 วันที่สหรัฐชะลอภาษี ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบ เพราะทุกฝ่ายยังงง ๆ ที่สุดแล้วไทยจะถูกเก็บ 36% หรือไม่ ลามมาถึงคำสั่งซื้อ การผลิตสินค้า แรงงานในโรงงานที่สุ่มเสี่ยงจะตกงาน การช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบคือด่านแรกที่ต้องทำทันที

“เราเห็นว่าไหน ๆ งบประมาณรายจ่ายประจำปี’68 ก็ยังพอมีงบฯ เหลืออยู่ก็ควรนำมาใช้ เช่น งบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจเดิมที่จะเอามาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเลต ถ้าไม่ต้องแจกในเฟส 3 ก็จะเหลือเต็ม ๆ 1.5 แสนล้านบาท รวมถึงงบฯกลาง ในส่วนงบฯ ฉุกเฉินก็เหลือราว 6 หมื่นกว่าล้าน เราตุนไว้ในกระเป๋า 2 แสนกว่าล้านที่จะใช้เยียวยาบรรเทาผลกระทบ พยุงการจ้างงาน ออกซอฟต์โลนให้ก่อนในช่วงนี้ มีการประกันสินเชื่อ เพื่อให้แบงก์ยอมปล่อยกู้ มีเงินช่วยเหลือพยุงการจ้างงานให้พ้นช่วง 90 วันไปก่อน เพื่อเห็นอนาคตให้ชัดขึ้น”

“เฟสต่อไปคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลกระทบจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังของปี’68 เป็นต้นไป และจะเริ่มรุนแรงมากขึ้นในช่วงต้นของปี’69 ถ้าจะกระตุ้นในรอบนี้ ยังคิดว่ากระตุ้นการบริโภคไปก็อาจจะไม่ตรงจุดตรงเป้า ต้องทำอะไรที่อาจจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และเกิดการจ้างงานขึ้นจริง”

“ดังนั้น ต้องเป็นการกระตุ้นการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ ถ้าจะทำให้กับโปรเจ็กต์ใหญ่ต้องใช้เวลานาน ดังนั้น ต้องเป็นโปรเจ็กต์ขนาดเล็ก ทางเลขาฯ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พูดแล้วว่าจะไปทำในเรื่องของระบบการจัดการน้ำ แหล่งน้ำต่าง ๆ แต่ยังมีโครงการขนาดเล็กที่สามารถใช้แขนขากลไกของการปกครองส่วนท้องถิ่นไปลงทุนภาครัฐ เพื่อทำให้เกิดทั้งการจ้างงาน เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ด้วย”

“ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนเองเนี่ย รับรองว่าปีนี้ก็ปีที่ติดลบอีกแน่นอน เพราะว่านอกเหนือจากการผลิตในประเทศที่มันก็ซบเซามาเป็นระยะเวลานานแล้ว พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็มีโอกาสที่นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุน เพราะว่ายังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต”

“ทางรัฐบาลจะต้องมีแพ็กเกจที่จะมากระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ข้อดีช่วงนี้เงินบาทแข็งน่าจะเป็นช่วงที่ดีในการนำเข้าเครื่องจักรมาเพิ่มผลิตภาพในโรงงาน ปรับเปลี่ยนสายการผลิต น่าจะกระตุ้นการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

ดีไซน์แผนกู้ฉุกเฉิน

ถามว่าสถานการณ์อย่างนี้รัฐบาลควร “กู้เงิน” หรือไม่ “ศิริกัญญา” ตอบว่ามี 2 ทางเลือก ไม่จำเป็นต้องกู้ก็ได้ ใช้เท่าที่มี แต่ความเสี่ยงคือเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลงไปอีก เหมือนยุคโควิด และใช้เวลา 3-4 ปี กว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

หรือใช้โอกาสนี้ทั้งกระตุ้นและแก้ปัญหาในประเทศระยะยาวไปด้วย อาจกู้เพิ่ม แต่การกู้เพิ่มครั้งนี้จะทำให้เรากลับมายืนบนขาตัวเองได้ไว และช่วยแก้ปัญหาประเทศในระยะยาวไปด้วย สนับสนุนให้รัฐบาลกู้เป็นแพ็กเกจใหญ่ที่ไม่ได้จบแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่มาลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างประเทศในระยะยาวไปด้วย

“ในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างโครงการที่อัพสกิล รีสกิลคนได้ อาจใช้งบประมาณเป็นแสนล้าน แต่ที่ผ่านมาเรารีรอไม่ทำ เพราะส่วนหนึ่งไม่มีงบประมาณ แต่วันนี้ถึงเวลาที่เราสามารถใส่เงินได้เต็มที่แล้ว”

รวมถึงเสนอแนะให้รัฐบาลใช้การจัดซื้อจัดจ้างแบบมียุทธศาสตร์ ว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศอะไรที่เป็นเฉพาะเจาะจง ที่จะสามารถเติบโตและส่งออกได้ในอนาคต เป็นอีกแนวทางที่จะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมได้ แต่รัฐบาลต้องมีในใจว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมอะไร

“เช่น เอไอ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม รัฐบาลลดภาษี ให้เงินอุดหนุนเลยก็ได้ ก็จะทำให้เกิดการเร่งกระบวนการให้อุตสาหกรรมไทยกลับมามีความสามารถทางการแข่งขันได้ เพราะก่อนหน้านี้ติดเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ตอนนี้เราสามารถกันเงินส่วนหนึ่งไปลงกับเมกะโปรเจ็กต์ได้เลย”

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่หาเสียงมีปัญหาเรื่องขยะเยอะมาก ถ้าสามารถทำโรงไฟฟ้าขยะ ถ้ามีวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตได้ในประเทศ ก็จะสร้างอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าขยะได้ในประเทศไทย ซึ่งอาจทำอย่างนี้กับระบบน้ำประปา บำบัดน้ำเสีย เราก็จะมีสาธารณูปโภค ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นด้วย และสามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไปด้วยในเวลาเดียวกัน