เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
Biz Movement เปิดผลสำรวจ LIXIL คนไทย 77% ชี้ “Spalet” สุขภัณฑ์อัจฉริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
“พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
Politics “พิพัฒน์” จ่อย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ลดแออัด ผุดเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไร้คาสิโน
กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
Finance กรุงศรีกำไรครึ่งปีแรก พุ่ง 6.8% อานิสงส์ AI-อุตฯ อิเล็กทรอนิกส์
”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
Politics ”พิพัฒน์” สั่งพับคำว่า “แลนด์บริดจ์-พ.ร.บ.SEC” สร้างความสบายใจทุกฝ่าย รอผลศึกษาสะเด็ดน้ำ
ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
News ปตท.แจงเหตุเพลิงไหม้สถานี NGV บ่อวิน เสียชีวิต 1 ราย ปิดบริการชั่วคราว
กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
Economic กรมราง เดินหน้า “ตั๋วร่วม” ค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท เริ่มปี’70 บีทีเอสทุ่มอัพระบบรับ EMV
สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
World สิ้น เซียะเสียน นักแสดง-นักรักโลกมายาฮ่องกง วัย 89
เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
Business เมื่อ “ความพรีเมี่ยม” ไม่ใช่แค่สถานะ Visa Infinite ปรับเกมเจาะเศรษฐี
จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
Economic จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
เปิดแคมเปญ UOB x ททท. เที่ยวไทยไปด้วยกัน บูมท่องเที่ยวในประเทศ กระตุ้นใช้จ่ายสู่ท้องถิ่น
Biz Movement เปิดแคมเปญ UOB x ททท. เที่ยวไทยไปด้วยกัน บูมท่องเที่ยวในประเทศ กระตุ้นใช้จ่ายสู่ท้องถิ่น
ดูทั้งหมด

ศิริกัญญา ชงรัฐบาลกู้ฉุกเฉิน อัดแพ็กเกจใหญ่ รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

12 พ.ค. 2568 | 11:42น.
ศิริกัญญา ตันสกุล
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

โลกทั้งโลกสะเทือน-ปั่นป่วน จากการที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศเก็บภาษีนำเข้านับร้อยประเทศ ระเบียบการค้าโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษถูกทำลาย ประเทศไทยย่อมหนีไม่พ้นที่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้น

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร สั่งเร่งหามาตรการรับมือ กำชับเรื่องการใช้งบประมาณกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจจะดัน “กฎหมายกู้เงิน” 5 แสนล้าน เข้าสภาช่วงปลายเดือนนี้

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะที่ถูกเรียกขานว่าเป็น รมว.คลังเงา หัวหน้าทีมนโยบายของพรรคสีส้ม ดีไซน์แผนกู้เงินฉุกเฉินแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ และสภาวะเศรษฐกิจซึมลึก

ผลกระทบภาษีทรัมป์

“ศิริกัญญา” ฉายภาพความร้ายแรงของวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า หลังจากสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าเกิดความไม่แน่นอนสูงมาก ระหว่างนี้เป็นช่วงเวลาการเจรจา จึงเดาผลสุดท้ายได้ยากมาก ขึ้นอยู่กับไทยเจรจาแล้วได้ผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จ และต้องดูประเทศอื่น ๆ ด้วยว่าเจรจาแล้วได้ผลดีกว่าหรือแย่กว่า รวมถึงตัวเล่นหลักอย่างสหรัฐกับจีน จะมีข้อตกลงอะไรกันได้บ้าง เราเห็นสัญญาณแล้วว่าทั้งคู่จะปรับกำแพงภาษีระหว่างกันลง แต่จะปรับลงถึงแค่ไหน แล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

ผลกระทบกับการค้าโลกและเศรษฐกิจโลก ระเบียบการค้าโลกแบบเดิมไม่มีอีกต่อไปแล้ว เดาไม่ได้เลยว่าประเทศอื่นจะหันมาทำแบบที่สหรัฐทำหรือเปล่า แม้เรื่องดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าไม่ใช่ผู้ส่งออก แต่เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐ 20% ของการส่งออก คิดเป็น 10% ของจีดีพี ถ้าการส่งออกตรงนี้ลดลงกระทบจีดีพีไทยแน่นอน

และเมื่อมีการลดคำสั่งซื้อ ลดออร์เดอร์ลงมาก ๆ ก็อาจนำไปสู่การลดชั่วโมงการทำงานของคนในโรงงาน อาจมีการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรมได้ อุตสาหกรรมที่เราส่งออกไปสหรัฐเยอะ ๆ ไม่ได้มีเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ แต่มีบริษัท SMEs ที่อยู่ในซัพพลายเชนอีก 5 พันราย และมีคนงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน ยังไม่ต้องพูดถึงหากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบด้วย

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนต้มยำกุ้ง หรือวิกฤตโควิด แต่เป็นวิกฤตที่ซึมเฉพาะเซ็กเตอร์ เป็นการซึมในระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำอยู่แล้วโตช้าไปอีก ในบางช่วงอาจถึงขั้นอยู่ในภาวะถดถอยด้วยซ้ำไป

เอฟเฟ็กต์เจรจาช้า

แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชะลอการเก็บภาษี 90 วัน แต่วันนี้ผ่านมา 1 ใน 3 ของระยะเวลาแล้ว และประเทศอื่นมีการเจรจากันไปหลายรอบแล้ว เช่น อินเดียคุยกันไปถึง 19 เซ็กเตอร์ เวียดนามจะมีการเจรจารอบที่ 3 ในเร็ว ๆ นี้ แต่ไทยยังไม่ได้รับสัญญาณบวก ว่าจะเริ่มต้นการเจรจาเมื่อไหร่

เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และรัฐบาลเริ่มออกมายืนยันแล้ว โดยหัวหน้าทีมเจรจา คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง รวมถึงคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดแล้วว่า สหรัฐเรียกร้องเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการค้า ทั้งเรื่องความมั่นคง เรื่องการจับกุมชาวอเมริกันในประเทศไทย กลายเป็นชนักสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าเจรจาได้เหมือนประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชียด้วยกัน

สิ่งนี้จะเริ่มส่งผลกระทบ ถ้าคู่แข่งประเทศอื่น เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงได้ก่อนไทย เขาจะได้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ส่งออกว่าเดินหน้าได้ก่อน พอมีความมั่นใจเกิดขึ้น นักลงทุนก็ไม่คิดจะย้ายฐานการผลิตไปไหน ส่วนไทยปล่อยเวลาทอดนานสุ่มเสี่ยงเสียโอกาสที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ หรือผู้ส่งออกได้รับผลกระทบน้อยลง

ศิริกัญญา

ต้องเจรจาแบบ 1 ต่อ 1

ที่นายกฯ บอกเรื่องอาเซียนรวมตัวไปเจรจาจะมีส่วนช่วยได้หรือไม่ ศิริกัญญาไม่ขัดข้อง แต่ต้องเจรจา 1 ต่อ 1 ด้วย

เห็นด้วยที่จะผนึกกำลังกับอาเซียน ไม่ผิดที่จะใช้อำนาจนี้ในการต่อรอง แต่ถามว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนใช้วิธีการแบบเดียวกับเราหรือเปล่า เพราะประเทศอื่นใช้วิธีการแบบ 1 ต่อ 1 ไปเจรจากับสหรัฐทั้งนั้น จะมีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน พูดคุยในนามประธานอาเซียนบ้าง แต่ที่เหลือใช้วิธี 1 ต่อ 1 เพราะกระบวนการเจรจาใช้เวลานาน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องน้อง ๆ การเจรจา FTA ทั้งเรื่องภาษี สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา ต้องเอามาเจรจาด้วย

มีคนทำสถิติประเทศที่เจรจากับสหรัฐใช้เวลาเร็วที่สุดคือ 4 เดือน นานสุดคือ หลายปีกว่าจะเจรจากันจบ ดังนั้น จึงไม่มีใครใช้กลยุทธการเจรจาเป็นแพ็ก เพราะถ้าใช้กลยุทธ 10 ประเทศ คุยกับ 1 ประเทศ กว่าที่จะตกลงกันได้ในแต่ละหัวข้อ ต้องเจรจากัน 11 ประเทศ จึงจบได้ยากกว่า

และไทยควรให้น้ำหนักการเจรจา 1 ต่อ 1 เพราะถ้าเราบอกเจรจาร่วมกับอาเซียน แต่ประเทศอื่นในอาเซียนไม่ได้มากับเราด้วย โอกาสที่จะสำเร็จก็น้อยลง เพราะถ้าดูแพ็กเกจแต่ละประเทศที่นำไปเจรจาคล้าย ๆ ไทยทั้งหมด คือเปิดการนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐเพิ่มขึ้น ลดกำแพงภาษี จัดการการสวมสิทธิสินค้าจีน และไปลงทุนสหรัฐ ดังนั้น พาวเวอร์อำนาจต่อรองจากการรวมกลุ่มอาเซียน อาจไม่ได้มากอย่างที่คิด

แต่ถ้าจะผนึกกำลังกับอาเซียนที่ดี คือผนึกกำลังกันยืนยันในเรื่องการค้าเสรีและเป็นธรรม ยึดมั่นระเบียบการค้าโลกแบบเดิม ซึ่งจะมีพลังมากในอาเซียน

ต้องปลด 2 ปมมั่นคง

แล้วถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล มีรัฐมนตรีคลังที่ชื่อศิริกัญญา จะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร เธอตอบว่า ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ยังไงก็ไม่ตัดสินใจส่งอุยกูร์กลับไปแน่ ๆ ถ้าจะส่งก็ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าจะไม่ทำให้เขาตกไปอยู่ในอันตราย รวมถึงการดำเนินคดีมาตรา 112 แบบไม่อยู่บนหลักการ หรือไม่อยู่บนข้อเท็จจริงก็คงไม่มี

ไม่ทำให้การเจรจาการค้ายุ่งยากขนาดนี้ อาจดูท่าทีอยู่บ้าง แต่ 1 เดือนผ่านไปก็คงต้องเจรจารอบแรกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะรอหรือไม่รอดูท่าที

“ถ้าจะแก้ให้พ้นปมนี้ต้องทำทั้งคู่ คือเรื่อง มาตรา 112 กับเรื่องอุยกูร์ คิดว่าสหรัฐคงยื่นเงื่อนไขอะไรบางอย่างให้ทางการไทยจัดการให้จบก่อนเริ่มการเจรจาการค้าจริง ๆ ซึ่งจะเห็นว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องกรณี ดร.พอล แชมเบอร์ส ไปแล้ว และยังไม่แน่ใจว่ามีชาวอเมริกันคนอื่นที่ถูกคุมขังแบบไม่เป็นธรรมแบบนี้อีกหรือเปล่า รวมถึงเรื่องอุยกูร์ที่เราส่งกลับจีนแล้ว 40 คน แต่เราสามารถยืนยันชี้แจงว่าเราจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรกับชาวอุยกูร์ที่เหลือ 5 คน เพื่อทำให้สถานการณ์คลี่คลาย และดำเนินการต่อในการเจรจา ซึ่งเราพูดบนพื้นฐานที่ไม่ทราบว่าสหรัฐยื่นเงื่อนไขอะไรให้เราทำบ้าง”

ศิริกัญญา ตันสกุล

ส่วนประเด็นด้านเศรษฐกิจที่จะนำไปเจรจากับสหรัฐ คงไม่ต่างจาก 5 ข้อของ “พิชัย” ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา เพราะเป็นท่าพื้นฐานที่ทุกประเทศนำเสนอแบบนี้ แต่ถ้าจะต่างอยู่ในเรื่องกระบวนการ ว่าสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมตัวไหนจะนำมาเจรจา คงไม่ทำเป็นดีลลับ เราต้องคุยกับเกษตรกรที่มีส่วนได้ส่วนเสียแบบตรงไปตรงมา ถ้านำสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างไร ถ้าราคาในประเทศตกต่ำแล้วจะแก้ไขเยียวยาอย่างไร

กวาดงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจ “ศิริกัญญา” เสนอว่า ในช่วง 90 วันที่สหรัฐชะลอภาษี ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบ เพราะทุกฝ่ายยังงง ๆ ที่สุดแล้วไทยจะถูกเก็บ 36% หรือไม่ ลามมาถึงคำสั่งซื้อ การผลิตสินค้า แรงงานในโรงงานที่สุ่มเสี่ยงจะตกงาน การช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบคือด่านแรกที่ต้องทำทันที

“เราเห็นว่าไหน ๆ งบประมาณรายจ่ายประจำปี’68 ก็ยังพอมีงบฯ เหลืออยู่ก็ควรนำมาใช้ เช่น งบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจเดิมที่จะเอามาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเลต ถ้าไม่ต้องแจกในเฟส 3 ก็จะเหลือเต็ม ๆ 1.5 แสนล้านบาท รวมถึงงบฯกลาง ในส่วนงบฯ ฉุกเฉินก็เหลือราว 6 หมื่นกว่าล้าน เราตุนไว้ในกระเป๋า 2 แสนกว่าล้านที่จะใช้เยียวยาบรรเทาผลกระทบ พยุงการจ้างงาน ออกซอฟต์โลนให้ก่อนในช่วงนี้ มีการประกันสินเชื่อ เพื่อให้แบงก์ยอมปล่อยกู้ มีเงินช่วยเหลือพยุงการจ้างงานให้พ้นช่วง 90 วันไปก่อน เพื่อเห็นอนาคตให้ชัดขึ้น”

“เฟสต่อไปคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลกระทบจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังของปี’68 เป็นต้นไป และจะเริ่มรุนแรงมากขึ้นในช่วงต้นของปี’69 ถ้าจะกระตุ้นในรอบนี้ ยังคิดว่ากระตุ้นการบริโภคไปก็อาจจะไม่ตรงจุดตรงเป้า ต้องทำอะไรที่อาจจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และเกิดการจ้างงานขึ้นจริง”

“ดังนั้น ต้องเป็นการกระตุ้นการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การกระตุ้นการลงทุนภาครัฐ ถ้าจะทำให้กับโปรเจ็กต์ใหญ่ต้องใช้เวลานาน ดังนั้น ต้องเป็นโปรเจ็กต์ขนาดเล็ก ทางเลขาฯ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พูดแล้วว่าจะไปทำในเรื่องของระบบการจัดการน้ำ แหล่งน้ำต่าง ๆ แต่ยังมีโครงการขนาดเล็กที่สามารถใช้แขนขากลไกของการปกครองส่วนท้องถิ่นไปลงทุนภาครัฐ เพื่อทำให้เกิดทั้งการจ้างงาน เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ด้วย”

“ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนเองเนี่ย รับรองว่าปีนี้ก็ปีที่ติดลบอีกแน่นอน เพราะว่านอกเหนือจากการผลิตในประเทศที่มันก็ซบเซามาเป็นระยะเวลานานแล้ว พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็มีโอกาสที่นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุน เพราะว่ายังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต”

“ทางรัฐบาลจะต้องมีแพ็กเกจที่จะมากระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ข้อดีช่วงนี้เงินบาทแข็งน่าจะเป็นช่วงที่ดีในการนำเข้าเครื่องจักรมาเพิ่มผลิตภาพในโรงงาน ปรับเปลี่ยนสายการผลิต น่าจะกระตุ้นการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

ดีไซน์แผนกู้ฉุกเฉิน

ถามว่าสถานการณ์อย่างนี้รัฐบาลควร “กู้เงิน” หรือไม่ “ศิริกัญญา” ตอบว่ามี 2 ทางเลือก ไม่จำเป็นต้องกู้ก็ได้ ใช้เท่าที่มี แต่ความเสี่ยงคือเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าลงไปอีก เหมือนยุคโควิด และใช้เวลา 3-4 ปี กว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

หรือใช้โอกาสนี้ทั้งกระตุ้นและแก้ปัญหาในประเทศระยะยาวไปด้วย อาจกู้เพิ่ม แต่การกู้เพิ่มครั้งนี้จะทำให้เรากลับมายืนบนขาตัวเองได้ไว และช่วยแก้ปัญหาประเทศในระยะยาวไปด้วย สนับสนุนให้รัฐบาลกู้เป็นแพ็กเกจใหญ่ที่ไม่ได้จบแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่มาลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างประเทศในระยะยาวไปด้วย

“ในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างโครงการที่อัพสกิล รีสกิลคนได้ อาจใช้งบประมาณเป็นแสนล้าน แต่ที่ผ่านมาเรารีรอไม่ทำ เพราะส่วนหนึ่งไม่มีงบประมาณ แต่วันนี้ถึงเวลาที่เราสามารถใส่เงินได้เต็มที่แล้ว”

รวมถึงเสนอแนะให้รัฐบาลใช้การจัดซื้อจัดจ้างแบบมียุทธศาสตร์ ว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศอะไรที่เป็นเฉพาะเจาะจง ที่จะสามารถเติบโตและส่งออกได้ในอนาคต เป็นอีกแนวทางที่จะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมได้ แต่รัฐบาลต้องมีในใจว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมอะไร

“เช่น เอไอ ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม รัฐบาลลดภาษี ให้เงินอุดหนุนเลยก็ได้ ก็จะทำให้เกิดการเร่งกระบวนการให้อุตสาหกรรมไทยกลับมามีความสามารถทางการแข่งขันได้ เพราะก่อนหน้านี้ติดเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ตอนนี้เราสามารถกันเงินส่วนหนึ่งไปลงกับเมกะโปรเจ็กต์ได้เลย”

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่หาเสียงมีปัญหาเรื่องขยะเยอะมาก ถ้าสามารถทำโรงไฟฟ้าขยะ ถ้ามีวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตได้ในประเทศ ก็จะสร้างอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าขยะได้ในประเทศไทย ซึ่งอาจทำอย่างนี้กับระบบน้ำประปา บำบัดน้ำเสีย เราก็จะมีสาธารณูปโภค ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นด้วย และสามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไปด้วยในเวลาเดียวกัน