USA-chiana
คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
การกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในสนามการเมืองของสหรัฐอเมริกา ได้นำมาซึ่งนโยบาย “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” ที่เข้มข้นขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าแบบดั้งเดิม แต่ยังส่งผลลามไปถึงระบบโลจิสติกส์ดิจิทัล, แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, และซัพพลายเชนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน
หลังการขึ้นภาษี ท่าเรือเมืองลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นหนึ่งในฮับหลักของการนำเข้าสินค้าสหรัฐ พบว่าปริมาณนำเข้าสินค้าลดลงถึง 35% โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่ลดลงมากกว่า 50% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่สะท้อน “พฤติกรรมผู้บริโภค” ที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบการขนส่งอัจฉริยะ ที่เชื่อมโยงกับ AI, IOT และ Big Data ในการวางแผนล่วงหน้า เมื่อคำสั่งซื้อลดลง การคาดการณ์ (Forecasting) ที่เคยแม่นยำจากระบบ ERP และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ซัพพลายเชนระดับโลกก็เริ่มมีความคลาดเคลื่อน และนั่นทำให้บริษัทขนส่งทางเรือจำเป็นต้องปรับตารางเดินเรือ ยกเลิกรอบวิ่ง หรือชะลอการขนส่ง เป็นวงจรที่ย้อนกลับมากระทบระบบทั้งหมด
ในฝั่งของอีคอมเมิร์ซ ผลกระทบที่เด่นชัดคือแพลตฟอร์ม Temu จากจีน ที่เคยขยายตลาดเข้าสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง โดยอาศัยโมเดล D2C (Direct-to-Consumer) และอัลกอริทึ่มการแนะนำสินค้าที่แม่นยำ เพื่อดันยอดขายแบบไร้พรมแดน
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกข้อยกเว้นภาษี De Minimis ที่เดิมให้สินค้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ปลอดภาษีนำเข้า ทำให้โมเดลนี้แทบใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้ Temu ต้องถอนสินค้าจำนวนมากออกจากระบบในสหรัฐ และเปลี่ยนกลยุทธ์ไปบุกตลาดที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า เช่น ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา
ฝั่ง Amazon ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอีคอมเมิร์ซในสหรัฐเองก็ได้รับแรงกระแทกไม่น้อย พ่อค้าแม่ค้าชาวจีนที่เคยใช้ Fulfillment by Amazon (FBA) เป็นช่องทางหลัก เริ่มถอนตัวออกจากแพลตฟอร์ม เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนภาษีใหม่ได้ บางรายต้องปิดร้านชั่วคราว หรือขึ้นราคาจนขาดความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้ระบบ AI-based Pricing Optimization ของ Amazon เริ่มเผชิญความไม่เสถียรจากการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนแบบฉับพลัน
เมื่อสินค้าถูกยกเลิกการนำเข้าอย่างฉับพลัน โรงงานในจีนจำนวนมากเผชิญปัญหาสินค้าล้นสต๊อก ระบบ Warehouse Automation ที่ใช้หุ่นยนต์และระบบจัดการคลังสินค้าอัตโนมัติ (WMS) กลับกลายเป็นภาระ เพราะสินค้าที่ไม่มีปลายทางถูกบังคับให้พักไว้ในคลังอย่างไม่มีกำหนด
SMEs จีนซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีระดับกลางในการควบคุมต้นทุนต้องจำใจขายตัดขาดทุน หรือรีบหาตลาดใหม่อย่างเร่งด่วน เช่นในอาเซียนหรืออินเดีย ซึ่งยังไม่มีข้อจำกัดทางภาษีมากนัก นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่พยายามใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ในการ Matching สินค้ากับตลาดปลายทางใหม่แบบเรียลไทม์ แต่ต้องยอมรับว่า “ข้อมูลที่ไม่เพียงพอ” และ “ความซับซ้อนของภาษีนำเข้าในแต่ละประเทศ” ยังเป็นอุปสรรค
การเปลี่ยนแปลงทางภาษีทำให้โมเดลเดิมของ “การผลิตในจีนแล้วส่งออกตรง” ไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มย้ายฐานการผลิตบางส่วน หรือทำการ Assembly ในประเทศที่ภาษีต่ำ เช่น เม็กซิโก เวียดนาม หรือมาเลเซีย แล้วค่อยส่งออกไปยังอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยง ภาษี การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้เกิดโครงข่ายการผลิตแบบกระจาย (Distributed Manufacturing) ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อระบบโลจิสติกส์ การจ้างงาน และโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก
ในยุคที่การค้าระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วย AI, Automation และ Data การเปลี่ยนแปลงทางภาษีไม่ใช่แค่ “ตัวเลขบนเอกสาร” อีกต่อไป แต่กลายเป็นคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมด
การขึ้นภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะมีเป้าหมายในการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ แต่หากไม่มีนโยบายสนับสนุนที่ “ยืดหยุ่นและทันต่อเทคโนโลยี” อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ธุรกิจสหรัฐเองเสียเปรียบในตลาดโลก