YLG มองเป้าราคาทองคำปีนี้ มีโอกาสแตะ 3,700 ดอลลาร์
YLG มองทองคำยังไปต่อ มองเป้าทองคำปีนี้มีโอกาสแตะ 3,700 ดอลลาร์ จับตาสถานการณ์จีนกับสหรัฐเจรจาภาษี ในช่วง 90 วัน แนะจุดสะสม 3,100-3,200 ดอลลาร์ จุดขายทำกำไร 3,500 ดอลลาร์
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยในงานเสวนา “เดลินิวส์ ทอล์ก 2025” ในหัวข้อ “ปลุกเสน่ห์หุ้น-คริปโทฯ ครึ่งปีหลัง 2025” ที่ว่าทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยปรับขึ้นมาแล้วกว่า 3 เท่า ใน 3 ปีที่ผ่านมา ทำผลตอบแทนขึ้นมาแล้วกว่า 20% ต่อปี โดยปีนี้เพียง 1 ไตรมาส (เดือน ม.ค.-มี.ค.) ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 26% จากราคาต้นปีเปิดตลาดที่ 2,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ไปทำจุดสูงสุดที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ทำให้ทองคำเติบโตได้เร็วมาก รวมถึงมีปัจจัยเรื่องของสงครามระหว่างประเทศและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือดิจิทัลแอสเซตของนักลงทุนไทยด้วย
ขณะที่การสำรวจของเวิลด์โกลด์คลาวด์ซิ่งพบว่า 49% ของคนไทยลงทุนกับทองคำ เมื่อมีเด็กเกิดมาก็แจกทอง แสดงความยินดีก็แจกทอง หรือจะให้ของขวัญตัวเองก็ซื้อทอง ซึ่งทองคำถือว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ดังนั้น ทองคำได้รับความนิยมตั้งแต่ 40-50 ปี และถูกใช้รักษาเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเปรียบเทียบประเทศที่มีการซื้อทองคำมากสุดอันดับหนึ่ง คือ จีน เฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน รองมาเป็นอินเดีย เฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน ส่วนไทยก็ไม่น้อยกว่าประเทศอื่น เฉลี่ยปีละ 150 ตัน หากเทียบกับสัดส่วนประชากรไทยถือเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ มองว่านโยบายทางด้านภาษีของทรัมป์ยังเดาใจยากทำให้การลงทุนค่อนข้างที่จะหวือหวา โดยมองแนวรับใหญ่ที่ 3,200 ดอลลาร์ หากหลุดจะอยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ หากไม่หลุดยังมองเป็นเทรนด์ขาขึ้นอยู่ โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นแนวต้านเดิม ส่วนปีนี้คาดว่าแนวต้านจะขยับไปอยู่ที่ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ระหว่างจีนกับสหรัฐว่าจะเจรจาภาษีกันลงตัวหรือไม่ในช่วง 90 วันจากนี้ ส่วนแนวรับที่ควรเข้าไปซื้ออยู่ที่ 3,100-3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือทองไทยที่ 48,000 บาท
“หากมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ทั้งมาตรการภาษีการนำเข้า การนำเข้าของเซมิคอนดักเตอร์จะส่งผลให้ราคาทองขยับขึ้นได้อีก ตอนนี้ขึ้นลง 100 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่ชอบความผันผวนมีโอกาสที่จะโกยกำไรกิโลกรัมละ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่แนะนำให้ขายทีเดียว แนะนำให้ขายบางส่วนและรอจังหวะหากย่อให้เข้าซื้อ”