Skip to content

ททท.ปรับแผนตลาดระยะใกล้ แก้โจทย์กลุ่ม ‘ติดลบ’ ดันรายได้

30 พ.ค. 2568 | 09:41น.
ททท.ปรับแผนตลาดระยะใกล้ แก้โจทย์กลุ่ม ‘ติดลบ’ ดันรายได้

รายงานข้อมูลจากศูนย์วิจัยด้านตลาดการท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์แนวโน้มการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศเดือนพฤษภาคม 2568 ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.36 ล้านคน ปรับตัวลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยฟื้นตัวประมาณ 86% เมื่อเทียบกับปี 2562 (ก่อนโควิด) โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2568) จำนวน 14.5 ล้านคน

มาเลย์-จีน-เกาหลี ยังติดลบหนัก

รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ในเดือนพฤษภาคมนี้ ตลาดระยะสั้น (Short Haul Market) ซึ่งมีส่วนแบ่งจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 75% นั้น 5 อันดับแรกยังติดลบหนักอยู่ 3 ตลาด ประกอบด้วย จีน ติดลบ 45% มาเลเซีย ติดลบ 27% และเกาหลีใต้ ติดลบ 18%

ขณะที่ตลาดระยะไกล (Long Haul Market) 5 อันดับแรกมีแนวโน้มเติบโตชัดเจน โดยฝรั่งเศส เติบโตเพิ่มขึ้น 21% สหราชอาณาจักร (UK) เติบโต 20% รัสเซีย เติบโต 13% เยอรมนี เติบโต 10% และสหรัฐอเมริกา (USA) เติบโต 8% (ดูตารางประกอบ)

5 อันดับ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย

7 เส้นทางบินใหม่เข้าไทย

นอกจากนี้ ยังประเมินว่า ภาพรวมเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ มีอัตราการจองตั๋วบินล่วงหน้า (จากระบบ Forwordkey ณ 17 เมษายน 2568)ลดลงประมาณ 2% มีจำนวนที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) รวม 3.8 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ฟื้นตัว 88% เมื่อเทียบกับปี 2562

โดยมีเส้นทางบินใหม่เข้าไทยจำนวน 7 เส้นทาง ประกอบด้วย อิตาลี 1 เส้นทาง (มิลาน-ภูเก็ต) เวียดนาม 1 เส้นทาง (ดานัง-ภูเก็ต) เมียนมา 2 เส้นทาง คือ มัณฑะเลย์-กรุงเทพฯ และมัณฑะเลย์-เชียงใหม่ และจน 3 เส้นทาง คือ เฉิงตู-กรุงเทพฯ, เฉิงตู-สมุย และปักกิ่ง-กรุงเทพฯ

ขณะที่ตลาดที่มียอดจองสูงสุดคือ สหราชอาณาจักร (UK) ตามด้วย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา (USA) ส่วนตลาดที่มีอัตราการเติบโตยอดจองสูงสุด 3 อันดับแรกคือ อิสราเอล (+62%) ตามด้วย รัสเซีย (+61%) และสหราชอาณาจักร (+22%)

เร่งเจาะหาตลาดใหม่

“ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่” รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติตลาดระยะใกล้ (Short-Haul Market) เป็นตลาดหลักที่เข้ามาเที่ยวไทย โดยเฉพาะจีน และอาเซียน

ดังนั้น ททท.จึงวางกลยุทธ์เพื่อบริหารตลาดระยะใกล้ เพื่อขับเคลื่อนรายได้รวมให้ถึงเป้า หรือมีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 61% ของรายได้รวม 2.23 ล้านล้านบาท

โดยเจาะหากลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดใหม่ ๆ ในแต่ละกลุ่มตลาด ประกอบด้วย 1.กลุ่มตลาดที่ติดลบเยอะ อาทิ จีน ฮ่องกง เวียดนาม เกาหลี ซึ่งกลุ่มนี้กังวลเรื่องของความปลอดภัยเป็นสำคัญ ททท.จะต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว

โดยจะทำตลาดผ่านการมาของกลุ่มเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา กลุ่มเวลเนสและสปา กลุ่มอินเซนทีฟ ฯลฯ

2.กลุ่มตลาดที่บวก ๆ ลบ ๆ ตามฤดูของการเดินทางท่องเที่ยว ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย กลุ่มนี้ ททท.จะหาแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ อาทิ มาเลเซีย ที่นิยมเดินทางเข้าไทยในช่วงวันหยุดศุกร์-อาทิตย์ และจำนวนร่วงลงในช่วงวันธรรมดา เป็นต้น

3.กลุ่มตลาดที่บวก เช่น ญี่ปุ่น แม้ยังอยู่ในแดนบวก แต่ก็ต้องบริหารสถานการณ์ หากลยุทธ์ใหม่ ๆ เพราะจีนเป็นตลาดคู่แข่งที่ดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นไป ขณะที่นักท่องเที่ยวคนญี่ปุ่นที่มาไทย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยมาไทยแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มสูงวัย ดังนั้นจึงต้องเจาะกลุ่มใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมาไทย รวมถึงผู้หญิง ซึ่งไทยมีสินค้าบริการสำหรับผู้หญิงให้บริการจำนวนมาก ทั้งสปา รูฟท็อปบาร์ คาเฟ่เก๋ ๆ ฯลฯ

“เราตั้งเป้าหมายตลาดญี่ปุ่นปีนี้อยู่ที่ 1.2 ล้านคน และเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องมองหาสินค้าและบริการใหม่ ๆ อาทิ สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อขยายวันพักให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากขึ้น”

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มตลาดบวกมาก ๆ ได้แก่ อินเดีย ที่เติบโตประมาณ 16% ออสเตรเลีย เติบโต 16% ฟิลิปปินส์ เติบโต 32% เป็นต้น

“ญี่ปุ่น-เกาหลี-เวียดนาม” แข่งดุ

“ภัทรอนงค์” บอกด้วยว่า คู่แข่งที่มาแรงในการทำตลาดท่องเที่ยวตอนนี้มีทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม โดยเฉพาะเวียดนามที่มีการทำวีซ่าฟรีเหมือนกับประเทศไทยด้วย อีกทั้งมีการปรับลดเที่ยวบินเข้ามาไทย แต่เพิ่มเที่ยวบินจากจีนมากขึ้นแทน ทำให้ตลาดจีนไปเที่ยวเวียดนามโตขึ้น 30-40%

“จีนเป็นตลาดใหญ่ของไทยมานาน แต่ตอนนี้เวียดนามมีอะไรที่สดใหม่กว่า ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้เข้าไปได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องดูในระยะยาว เพราะเชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นเดสติเนชั่นให้นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวซ้ำได้บ่อย ๆ”

พร้อมย้ำว่า เรามีบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ว่าการพึ่งพาตลาดใหญ่เพียงตลาดเดียว เช่น จีน หรือรัสเซีย เสี่ยงต่อความผันผวนอย่างมาก

ดังนั้น ททท.จึงเดินหน้าปรับโครงสร้างตลาดเพื่อสร้างสมดุลใน 4 มิติ ได้แก่ ตลาดระยะใกล้-ตลาดระยะไกล, เมืองหลัก-เมืองรอง, ปริมาณนักท่องเที่ยว-คุณภาพการใช้จ่าย และการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์-ความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ปลุก Q3 ดันโมเมนตัมไฮซีซั่น

อย่างไรก็ตาม ททท.ประเมินว่า ไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการฟื้นตัว โดยเฉพาะแคมเปญต่าง ๆ จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป พร้อมจับตา Golden Week ของจีนในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดของปี

ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจับมือกับภาคเอชนเพื่อเสริมกิจกรรมการตลาดในเดือนกันยายน เพื่อกระตุ้นกระแสและปูทางสู่ช่วง High Season ที่กำลังจะมาถึงด้วย

พร้อมทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาวนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ทั้งสายการบิน โรงแรม บริษัททัวร์ ฯลฯ มาทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และแข่งขันได้ในตลาดโลก