Skip to content

กฟผ.แย้มค่าไฟฟ้าลงได้อีก อานิสงส์ราคาเชื้อเพลิงลด-ค่าบาทแข็ง

28 พ.ค. 2568 | 08:33น.
กฟผ.แย้มค่าไฟฟ้าลงได้อีก อานิสงส์ราคาเชื้อเพลิงลด-ค่าบาทแข็ง

“เทพรัตน์” พร้อมส่งต่อเก้าอี้ผู้ว่าการ กฟผ. เผย 1 ปีกว่าภารกิจมีทั้งสำเร็จ-ไม่สำเร็จ ปลื้มผลงานแชมป์ส่งเงินเข้ารัฐ 2.6 หมื่นล้าน ทั้งที่ผลิตไฟแค่ 29% ของกำลังผลิตทั้งหมด แย้มลดค่าไฟได้อีก เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงลด แถมบาทแข็ง ทำหนังสือถึงบีโอไอ เร่งรัฐลงทุนผลิตไฟเพิ่มป้อน EEC ห่วงแผนพีดีพีมุ่งพลังงานทดแทนเกินไป หวั่นซ้ำรอยไฟดับยุโรป

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะครบวาระเกษียณอายุการทำงานในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าการ กฟผ. จะต้องมองถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก สำหรับระยะเวลาการทำงานใน กฟผ.กว่า 1 ปีนั้น ความตั้งใจในการเป็นผู้ว่าการ กฟผ.มีมากมาย มีงานที่ทั้งทำสำเร็จและยังไม่สำเร็จ วันนี้ไม่รู้สึกเสียใจที่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะอย่างน้อยได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เชื่อว่าเร็ว ๆ นี้ กฟผ.จะมีข่าวดี เป้าหมายของประเทศคือ การมีไฟฟ้าที่มั่นคงและแข่งขันได้ แต่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้าในอนาคต มองว่ามีโอกาสต่ำกว่างวดปัจจุบัน (พ.ค.-ส.ค. 2568) ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าปรับลดลง สวนทางกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงให้ประชาชน ทำให้เกิดหนี้สะสมค้างอยู่ที่ 71,000 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องแบกรับภาระกว่า 150,000 ล้านบาท

อย่างกรณีปี 2565 ค่าเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น หาก กฟผ.ไม่ร่วมรับต้นทุนค่าไฟ 150,000 ล้านบาท ค่าไฟฟ้าของประชาชนจะขึ้นสูงถึง 7-8 บาทต่อหน่วย ดังนั้น หาก กฟผ.มีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นก็จะสร้างประโยชน์แก่รัฐเพิ่มขึ้น ในการเป็นเครื่องมือดูแลประชาชน

อย่างไรก็ตาม กฟผ.มีหน้าที่สำคัญในการผลิตไฟฟ้าและดูแลค่าไฟฟ้าเพื่อประชาชน ขณะที่การบริหารงานก็มีประสิทธิภาพ ซึ่ง กฟผ.สร้างสถิติเป็นรัฐวิสาหกิจที่นำเงินส่งรัฐมากที่สุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 26,349 ล้านบาท และคิดเป็น 50% ของผลกำไร แม้จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพียง 29% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

นอกจากนี้ ภาครัฐยังควบคุมผลตอบแทนรายได้ของ 3 การไฟฟ้าฯ (กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ได้กำหนดอัตราส่วนผลตอบแทนการลงทุนเพื่อการดำเนินงาน (ROIC) ไม่เกิน 5% หากเกินอัตรานี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะใช้เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw Back) จาก 3 การไฟฟ้าฯ มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้า ซึ่งเห็นได้จากค่าไฟฟ้างวดปัจจุบันที่นำเงินดังกล่าวมาใช้ประมาณ 12,200 ล้านบาทหรือคิดเป็นประมาณ 17 สตางค์ของหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย

ส่วนแนวทางความร่วมมือกับภาครัฐในการเจรจากับสหรัฐอเมริกาในการนำเข้า LNG นั้น กฟผ.พร้อมที่จะสนับสนุน LNG ที่จะรับซื้อเข้ามาจะต้องเป็นราคาประมูล เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกและเกิดประโยชน์กับผู้ใช้ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน ยังกังวลเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่กลุ่ม 3 การไฟฟ้าฯ พูดคุยแลกเปลี่ยน ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการลงทุนใหม่มากขึ้น และเกิดการกระจุกตัวในพื้นที่อีอีซีมาก แทนที่จะมีการกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ และพบว่ามีความต้องการไฟฟ้าโครงการใหม่ถึง 10,000 เมกะวัตต์ เป็นโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ ประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงระบบการใช้ไฟฟ้า และอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้

ดังนั้น 3 การไฟฟ้าฯ จึงเตรียมทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณาในประเด็นดังกล่าว รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในการดึงการลงทุนเข้าไทย

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในส่วนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ใหม่ ที่กำหนดการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเป็น 51% จำเป็นต้องวางแผนให้ดี และให้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ไฟดับยุโรปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสเปนมีการใช้พลังงานทดแทนสูงถึง 60% โดยไทยต้องนำมาเป็นกรณีศึกษา และวางมาตรการป้องกันเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นในประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แต่งตั้งนายวรากร พรหมโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธานกรรมการสรรหาผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คนที่ 17

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กฟผ.ได้ประกาศผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก จำนวนทั้งสิ้น 6 ราย ดังนี้ 1) นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน 2) นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ปฏิบัติงานที่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ 3) นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 4) นายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ 5) นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง และ 6) นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ซึ่งคณะกรรมการสรรหาจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครโดยละเอียด และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกต่อไป