คำแจงแพทย์ – รัฐ ‘ระบบสาธารณสุขไทย’ ยืนอยู่จุดไหนในความเสี่ยง ?
คำชี้แจงจากทั้งแพทย์ในระบบ และหน่วยงานรัฐ “ระบบสาธารณสุขไทย” เสี่ยงแค่ไหนแล้ว ?
กลายมาเป็นคำถามใหญ่ในโลกออนไลน์พูดถึงระบบสาธารณสุขกำลังจะล่มสลายภายในไม่กี่ปีนี้จากการที่เงินบำรุงโรงพยาบาลไม่เพียงพอ จากการที่ผู้บริหารโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาระบุถึงประเด็นเงินบำรุงโรงพยาบาลลดลงจากการให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)
ทั้งยังโยงไปถึง “30 บาท รักษาทุกที่” นโยบายเรือธงของรัฐบาลที่จัดสรรงบ และกำลังผลักดันอยู่ ในงานเสวนา “ทิศทางการดำเนินงานระบบบัตรทองในปัจจุบันและอนาคต”
ระบบสาธาฯ เผชิญหน้าความท้าทาย
เนื้อหาในประเด็นดังกล่าวถูกตอกย้ำด้วยนพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย หมอด้านศัลยศาสตร์และระบบประสาท และ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์บนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ใจความว่า อีก 3 ปี ระบบการสาธารณสุขจะพัง ในขณะที่ประชาชนยังไม่รู้ตัว ในฐานะคนทำงานในระบบ ขอเล่าให้ฟังตรง ๆ ว่า มันกำลังจะพังลงอย่างช้า ๆ ถ้าไม่รีบแก้ไข วันนี้โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศกำลังขาดทุนอย่างหนัก
- 218 แห่ง เงินบำรุงติดลบ
- 91 แห่ง เหลือเงินไม่ถึง 5 ล้านบาท
- ต้นทุนเฉลี่ยในการรักษาผู้ป่วยในอยู่ที่ 13,000 บาทต่อราย ขณะที่สปสช. จ่ายให้แค่ 7,100 บาท
ตอนนี้ผมเห็นกับตาตัวเองว่า หลายแห่งต้องควักจ่ายเองเกือบครึ่ง ผมไม่ได้ค้านนโยบายใหม่ ๆ อย่างการส่งยาให้ผู้ป่วยถึงบ้าน ให้ไปรับยาใกล้บ้าน และเจาะเลือดถึงบ้าน ดูช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลได้จริง แต่คำถามคืองบฯมาจากไหน หลังโควิด-19 เงินในระบบสูงถึง 80,000 ล้านบาท ลดลงเหลือปีละเกือบ 20,000 ล้านบาท ตอนนี้เหลือเพียง 40,000 ล้านบาท และคาดว่าอีกสามปีอาจไม่เหลือ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ถึงเวลาแล้วที่ทุกคน รวมถึง สปสช. ต้องพูดความจริง และกล้ายอมรับว่า ระบบมีปัญหา และเราต้องรีบหาทางแก้ไปด้วยกัน โดยเขามีข้อเสนอ 5 ประเด็น ได้แก่
- หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์แบบไม่ดูงบ
- ปรับอัตราค่ารักษาให้ตรงกับต้นทุนจริง
- ถ้ามีนโยบายใหม่ ต้องชัดเจนว่า ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
- ตั้งกองทุนช่วยโรงพยาบาลที่กำลังล้ม
- ใช้ทรัพยากรให้เหมาะกับระดับความรุนแรงของผู้ป่วย
ก่อนจะทิ้งท้ายว่า ถ้าเราไม่เริ่มจากการ “ยอมรับความจริง” วันนี้ วันหน้าคำว่า “รักษาฟรี” อาจจะเหลือแค่ในความทรงจำ
หลังจากนั้นไม่นาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในเขตกทม. มีการประชุมร่วมกันในประเด็นการคิดเงินผู้ป่วยในที่มีการประเมินไว้จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 9 ล้านจุด จุดละ 8,350 บาท
แต่ปรากฎว่าในรอบปีมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่าการคาดการณ์ โดยคลาดเคลื่อนไป 8.37 % จึงต้องมีการลดเงินในส่วนของผู้รับจ้าง ทำให้ผู้ให้บริการที่มารับจ้างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คิดว่าถ้าลดจาก 8,350 บาท มาเป็น 7,100 บาทก็จะขาดทุน แล้วปากคนยาวกว่าปากกาพอพูดว่ามันจะเจ๊งจะล้มละลาย ซึ่งความเป็นจริงมันจะล่มได้อย่างไร
เพราะสิ่งเกิดขึ้นเป็นการคาดการณ์จำนวนที่คลาดเคลื่อน หากคำนวณถูกต้องทุกอย่างก็เหมือนเดิม ตนจึงแนะนำให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงิน และตรวจสอบความถูกต้อง
“การที่เป็นแบบนี้ เพราะมีการนับผิดหรือจำนวนคนป่วยเพิ่มมากขึ้น จะไปล้มละลายได้อย่างไร เพราะ 30 บาทรักษาทุกที่เป็นนโยบายที่รัฐบาลการันตี” นายสมศักดิ์ กล่าว
ย้ำ 30 บาท ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลาย
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ผ่านงานเสวนา “นวัตกรรมร้านยาและคลินิกการพยาบาล : แนวทางสู่อนาคตระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ” ระบุว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ รัฐบาลออกแบบนโยบายเพื่อมาแก้ปัญหาของระบบสาธารณสุขในประเทศ เพื่อแบ่งเบาภาระงานจากโรงพยาบาลในการให้บริการกับผู้ป่วย ที่อาจเจ็บป่วยเล็กน้อยเพื่อให้ได้มีทางเลือกในการเข้ารับบริการสุขภาพกับหน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 แห่งในนโยบาย
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาล หรือ สปสช. ในฐานะที่บริหารจัดการสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 30 บาท คิดอยากจะทำก็ทำ แต่นโยบายนี้มาจากปัญหา และเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา
“ซึ่งหากไม่ทำนโยบายนี้ หรือสนับสนุนบริการสุขภาพปฐมภูมิ ระบบสาธารณสุขของไทยจะไม่ยั่งยืนแน่นอน และผมเรียกว่าอาจล่มสลายไปได้เลย” นพ.จเด็จ กล่าว
ดังนั้น สปสช.จึงออกแบบแนวทางการขับเคลื่อนโดยชวนหน่วยบริการปฐมภูมิจากภาคเอกชนใน 7 บริการมาร่วมเป็นหน่วยบริการในนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อที่จะให้ประชาชนสิทธิบัตรทอง ไปรับบริการยังหน่วยบริการนวัตกรรมเหล่านี้ก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อเจ็บป่วย เพื่อลดการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
“นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากจะมาทำลายระบบสาธารณสุข แต่มาเสริมระบบ แบ่งเบาภาระงานจากระบบ เจตนาของนโยบายคือเช่นนั้น” เลขาธิการ สปสช. กล่าวย้ำ
พร้อมยืนยันว่า ทุกสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะต้องมีงบประมาณมารองรับทุกครั้ง และทุกสิทธิประโยชน์ก็ผ่านการพิจารณาร่วมกันของ บอร์ด สปสช. และพิจารณาถึงการขอจัดสรรงบประมาณสำหรับสิทธิประโยชน์นั้น ๆ ด้วย และเป็นหลักในการทำงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ของ สปสช.
อย่างไรก็ตาม ในส่วนประเด็นและข้อเสนอต่าง ๆ จากผู้ให้บริการ รวมถึง นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่เสนอก่อนหน้านี้ ทั้งในด้านการเพิ่มงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงประเด็นอื่นๆ ด้วยความห่วงใย และความเป็นกังวลต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ซี่ง สปสช. ก็พร้อมจะนำไปดำเนินการและพิจารณาเพื่อขับเคลื่อน และยินดีที่จะทำงานร่วมกันกับทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันแก้ปัญหานี้