คุยกับอดีตพนักงานใกล้ตัว “เหว่ยเจี๋ย-คมสันต์” ในวันที่ “แฟลช” ว้าวุ่นและรุ่งเรือง
คุยกับ “ตูน วศิน” อดีตพนักงานที่อยู่กับ “เหว่ยเจี๋ย” และ “คมสันต์ ลี” ในวันที่ “แฟลช” ว้าวุ่น และรุ่งเรือง
ท่ามกลางความสำเร็จของ “สงครามส่งด่วน” ซีรีส์ไทยที่บอกเล่าเรื่องราวสตาร์ตอัพที่ต่อสู้เพื่อมาโค่นล้มเจ้าตลาดในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ แม้ออกอากาศได้ไม่ถึงสัปดาห์ แต่ได้รับกระแสการพูดถึงอย่างล้นหลาม
ไม่เพียงเพราะการแสดงของ “ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์” ที่แทบจะได้รับฉายาเจ้าพ่อภาพยนตร์ทันทีที่คนไทยได้ดูเรื่องนี้ หรือ “เจนเย่ จีรนรภัทร” นักแสดงสาวมากฝีมือที่เฉิดฉายกับบทพูดภาษาจีน แต่กระแสบนโลกออนไลน์ยังกระหึ่มไปถึง “ตัวจริง” ใน “เรื่องจริง” ที่เป็นแรงบันดาลใจของซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย
ขนส่งสีเหลือง-ดำสร้างภาพแทน Flash Express ให้กับคนไทย โดยมีผู้ก่อตั้งอย่าง “คมสันต์ ลี” ผู้เป็นแม่ทัพ รวมถึง “ตี๋ เหว่ยเจี๋ย” ผู้ร่วมก่อตั้งที่ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของแฟลช
ความไม่ธรรมดาของทั้งสองถูกพูดถึงในวงการธุรกิจตั้งแต่กลายมาเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของไทย แต่ใครจะรู้ว่าผ่านมา 8 ปี ซีรีส์ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะเอาแคแร็กเตอร์การทำงานออกมาให้โดดเด่นโดนใจคนไทยขนาดไหน
ประชาชาติธุรกิจ พาไปคุยกับ “ตูน” หรือ “ดร.วศิน ศาตพรวรชิต” ตัวแทนคนไทยที่เคยทำงานกับแฟลชในยุคเริ่มต้น ว้าวุ่น และรุ่งเรือง
จริงจัง เข้มงวด ให้โอกาส
วศินเล่าว่า เขาทำงานกับแฟลชช่วงปี 2562 ที่เมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 2 ปีให้หลังจากก่อตั้ง เริ่มต้นรู้จักเหว่ยเจี๋ยเป็นคนแรก เนื่องจากเป็นคนสัมภาษณ์และรับเข้าทำงานในตำแหน่ง “Production” ทำหน้าที่ออกแบบภาพในแอปพลิเคชั่น แม้เหว่ยเจี๋ยจะแต่งตัวสบาย ๆ แต่เขาเป็นคนเข้มงวด และมีความดุอยู่ในตัว
ทุกมุมทุกซอกโรงงานถูกเขาเช็กอินทุกตารางนิ้ว แม้แต่สินค้าที่ใครก็หาไม่เจอ เหว่ยเจี๋ยกลับพบมันอย่างง่ายดาย ภาพจำสุดประทับใจที่ได้เห็นก็หนีไม่พ้นในโรงงาน เหว่ยเจี๋ยนอนบนลังกระดาษเพื่อรอเวลาอัพเดตสถานะสินค้า หลังจากเดินตรวจทั้งวัน เขาอยู่กับทุกคน ทำงานด้วยกันในช่วงเวลาที่แฟลชกำลัง “ว้าวุ่น” ไปพร้อมกับ “รุ่งเรือง”
ช่วงที่ได้รับความนิยม สินค้าค้างคลัง ฮับใหม่กำลังสร้าง ระบบก็ยังไม่เสร็จ งานมีปริมาณมาก และการจัดการที่วุ่นวาย ทำให้พนักงานต้องเริ่มเข้างานตั้งแต่ 10.00 น. จบอีกทีตอน 04.00 น.ของอีกวัน วศินเองที่แม้จะอยู่อีกแผนกก็โดนไหว้วานให้ไปช่วยดูระบบคลัง
“เขาเป็นคนค่อนข้างซีเรียส แต่ดีมากเลย เขาบอกเราว่า องค์กรนี้เป็นของพวกเรานะ เธอเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เพราะฉะนั้นเราจะทำให้มันล่มสลายไปต่อหน้าไม่ได้ ต้องทำด้วยกัน” ทั้งความทุ่มเทของเหว่ยเจี๋ยและไมนด์เซตที่โดนใจ เป็นเหตุผลที่วศินยอมเลิกงานตี 4 ในทุกวัน
ขณะที่เมื่อเกิดปัญหา เขาก็จะเข้ามาช่วยแก้ไข ถ้ามันเกิดจากเราก็โดนด่าโดยไม่ต้องสงสัยเหมือนอย่างในซีรีส์ที่แม้แต่คมสันต์ตัวจริงก็ออกมาบอกว่า ตัวจริงของเหว่ยเจี๋ยด่าเก่งกว่าหลายเท่า แต่สิ่งหนึ่งที่ดี คือ เขาให้โอกาสเราไปทำใหม่ เวลาไปปรึกษาก็ได้คำแนะนำ วศินที่แม้จะไม่ได้จบสายนี้มาโดยตรงก็จะได้รับโอกาสในการฝึกฝน
ประกอบกับไมนด์เซตการปลุกใจของผู้บริหารที่ทำให้ทุกคนรักองค์กร สามัคคี และลบภาพจำ “หัวหน้า-ลูกน้อง” แทนที่ด้วยการเป็นครอบครัวเดียวกัน การทำงานไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่รับคำสั่งจากข้างบนลงมาข้างล่าง ทำให้ทุกคนวางใจ และยินดีที่จะทำไปพร้อมกัน
“ไม่ใช่ว่าเธอสั่ง ฉันเป็นคนรับคำสั่ง แล้วต้องเป็นผู้น้อยทำตาม และเพราะคำสั่ง เราถึงเกรงใจ เกรงกลัว แต่เป็นการที่เราไปด้วยกัน ช่วยกัน” วศินกล่าว
เทิร์นสู่โอเปอเรชั่น
หลังจากได้ย้ายมาที่ประเทศไทยจากสถานการณ์โควิด การเปลี่ยนสัญชาติงานในครั้งนั้น ทำให้วศินโยกย้ายมาอยู่ในแผนก Operation ทำหน้าที่เทรนพนักงานขนส่ง ตั้งแต่ตัวเล็กยันหัวหน้า โดยมีความท้าทายใหม่ ทำอย่างไรให้สามารถควบคุมพนักงานนับหมื่นคนได้กับ 200 สาขาในประเทศไทย
การส่งต่อข้อมูลใหม่ ๆ ทั้งโปรดักต์และฟังก์ชั่น ทำอย่างไรให้ข่าวสารลงไปถึงหน้างานได้ เลยกลายมาเป็นสิ่งท้าทายที่ต้องทำให้เขาอัพเดตข้อมูลไปพร้อมกันให้ได้ เขาผ่านมาได้ด้วยการร่วมมือของทั้งบริษัท หัวหน้างานแต่ละสาขาที่ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกแค่งานสำเร็จ แต่เป็นการได้รับความสำคัญ และรู้สึกว่า มีประโยชน์กับองค์กร แม้ว่างานจะหนัก แต่ก็มีความสุข
ทั้งยังมีคำสอนที่จำได้ไม่ลืมเมื่อเขามีทีมโอเปอเรตเป็นของตัวเอง เมื่อถึงเวลาเปลี่ยน “คนถูกเลือก” มาเป็น “คนเลือก” เขาได้รับโอวาทที่ว่า “การจะดูคนว่าเข้ากับเราได้ขนาดไหน เพื่อให้มาทำงานกับทีมเราได้ คนคนนั้นต้องเริ่มต้นคุยกับขอทานก็รู้เรื่อง คุยกับผู้บริหารก็รู้เรื่อง” กลายมาเป็นว่า วุฒิการศึกษาหรือเรซูเม่ก็อาจไม่สำคัญเท่าการเข้าได้กับคนทุกระดับที่สะท้อนเป็นความเก่งโดยไม่ต้องมีใบการันตีใด ๆ
คมสันต์ในความทรงจำ
นอกจากความเก่งกาจและดุดันของเหว่ยเจี๋ย ภาพลักษณ์ของ “คมสันต์” ที่ถูกถ่ายทอดในชื่อ “สันติ แซ่ลี้” ก็ได้รับความนิยมสมกับการเป็น “ตัวเอก” ของเรื่อง คมสันต์ในความทรงจำของวศินที่แม้จะพบกันแค่ตอนอีเวนต์ใหญ่ของบริษัท แต่คมสันต์ในลุกผู้บริหารที่พูดปลุกใจ ให้กำลังใจพนักงาน ไม่ต่างอะไรกับเหว่ยเจี๋ยทำให้พนักงานรู้สึกดี
วศินเล่าว่า สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 2 คนคือ การทำให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ Flash เป็นของพวกเราทุกคน แคแร็กเตอร์ดังกล่าวจึงค่อนข้างสอดคล้องกับตัวละครในหน้าจอ การได้เห็นเรื่องราวของแฟลชกลายมาเป็นซีรีส์บนแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์จึงทำให้เขารู้สึกภูมิใจที่ได้เคยเป็นส่วนหนึ่ง มีส่วนร่วมผ่านวิกฤตทั้งชื่อดี เสีย และในช่วงเวลาที่แฟลชกำลังมีชื่อเสียง และกล้าพูดได้ว่า เขาคือคนที่เคยอยู่แฟลชมาก่อน