ดร.พิพัฒน์ KKP แนะไทยหานิยามความเป็นที่ 1 ใหม่ รับมือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก
เมื่อเศรษฐกิจโลกถึงจุดเปลี่ยน ทำให้ถึงเวลาที่ไทยจะต้องนิยามความหมายของ “การเป็นที่ 1” ใหม่ หลังตัวชี้วัดอย่าง ขนาดเศรษฐกิจ หรือรายได้ต่อหัวของประชากร อาจไม่เหมาะอีกต่อไป
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัท เกียรตินาคินภัทร กล่าวจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก ในงานสัมมนา THAILAND CVISION SUMMIT 2025 ที่จัดโดยบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน), นิตยสาร Business+ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า อาจถึงเวลาที่ไทยจะปรับนิยาม “ความเป็นที่ 1 ” ของอาเซียนใหม่ โดยหานิยามในแบบของตัวเอง เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน
โดยจุดเปลี่ยนนี้เกิดจากการตีกลับของกระแสโลกาพิวัฒน์ซึ่งเคยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและไทยมานานหลายทศวรรษเนื่องจากผลของสงครามการค้า โครงสร้างประชากรที่วัยทำงานลดลงตามสภาพสังคมสูงวัยทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจชะลอตัวลง ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับเศรษฐกิจไทยเองเผชิญความท้าทายสูงเช่นกัน หลังเครื่องจักรเศรษฐกิจอย่างการท่องเที่ยวชะลอตัวลง เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยในประเทศไทย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทที่เคยเป็นหัวใจสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญแรงกดดันและการแข่งขันดุเดือดจากต่างชาติ
ต้องหานิยามที่ 1 ในแบบของเรา
ความท้าทายเหล่านี้ส่งผลให้นิยามความเป็น “อันดับ 1 ในอาเซียน” แบบเดิม ซึ่งมักเปรียบเทียบจากขนาดเศรษฐกิจ (GDP) หรือรายได้ต่อหัว (GDP Per Capita) นั้นเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อต้องแข่งกับรายใหญ่อย่าง อินโดนีเซียที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เพราะมีประชากรมหาศาล หรือสิงคโปร์ที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยไปมากกว่า 10 เท่าแล้ว
ด้วยเหตุนี้ไทยควรนิยาม “อันดับ 1” ในแบบของตัวเองว่า “ไทยจะเป็นที่ 1 ในด้านใดบนเวทีโลก” ซึ่งไม่ใช่การแข่งขันกับประเทศอื่นในเชิงปริมาณแบบเดิม แต่เป็นการ แข่งขันกับตัวเองเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศและเศรษฐกิจ ให้สามารถทำได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
โดยอาจปรับเป้าหมายไปสู่การแข่งขันในมิติอื่นที่เน้นด้านคุณภาพ และโอกาส เช่น เป็นผู้นำด้านอาหารปลอดภัย, บริการสุขภาพ-คุณภาพชีวิตที่ดี ไปจนถึงการเป็นประเทศที่คนอยากจะมาทั้งลงทุนและอยู่อาศัยที่สุดเนื่องจากความยืดหยุ่น และเสถียรภาพสูง เป็นต้น
มุ่งบริการและอุตสาหกรรมที่มี Value added
นอกจากการหาเป้าหมายใหม่แล้ว พร้อมกันนี้ไทยต้องอัพเกรดภาคอุตสาหกรรม และการบริการจากระดับพื้นฐานไปสู่ระดับสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (value added) เพื่อเพิ่มศักยภาพการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ชดเชยความท้าทายสำคัญอย่าง จำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลง
การอัพเกรดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สนับสนุนการลงทุน, ปฏิรูปแรงงานและการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพม, ปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ, ส่งเสริมการแข่งขัน, แก้ปัญหาการผูกขาดทางธุรกิจ และการคอร์รัปชัน
รวมถึงประสานงานนโยบายระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น รัฐบาล ธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในภาวะที่มีแรงกดดัน
“หากประเทศไทยสามารถร่วมใจกันสร้างการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็นได้ ความเป็นที่หนึ่งในแบบของเราเอง ตามนิยามใหม่ที่เน้นคุณภาพ โอกาส และความน่าอยู่ ก็อาจจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”