ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. “รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ” นำเสนอวิสัยทัศน์บริหารนโยบายการเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน แจงลงสมัครอบ 2 อาสาทำงานให้ประเทศช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ-ระบบการเงินโลก ชี้ผู้ว่าฯ คนใหม่ควรสละเงินเดือนบางส่วน จากที่ได้รับ 1.1 ล้านบาท/เดือน เบี้ยประชุมอีก 4.72 ล้านบาท/ปี ช่วยสังคมผ่านการตั้งกองทุน
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การอาสา สมัครเข้ารับการสรรหาการเป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งนี้ของตนเป็นครั้งที่สอง การอาสาครั้งนี้เพื่อทำงานให้กับประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี ระบบการเงินโลก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจและแรงกดดันทางด้านการเงินการคลังเพิ่มขึ้น ตนมีความมุ่งมั่นต้องการปฏิรูปภาคการเงิน นโยบายการเงิน และปรับเปลี่ยน ธปท ให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น ผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ควรสละเงินเดือนบางส่วนช่วยสังคมผ่านองค์กรต่างๆรวมทั้งจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จัดตั้งกองทุนเพื่อการปฏิรูปภาคการเงิน จัดตั้งกองทุนรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ จากเงินเดือน 1.1 ล้านบาทต่อเดือน เบี้ยประชุม 4.72 ล้านบาทต่อปี
“เมื่อพิจารณาถึงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ พิจารณาระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ เงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้ว่าธนาคารกลางของไทยสูงกว่าผู้ว่าธนาคารกลางของประเทศร่ำรวยหลายประเทศทีเดียว สมควรนำค่าตอบแทนบางส่วนมาช่วยเหลือกิจการสาธารณประโยชน์”
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว ประเทศไทยต้องการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาในมิติต่างๆและเตรียมรับมือความท้าทายในอนาคต การปฏิรูปภาคการเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศ ภาคการเงินต้องรับใช้ประชาชน ต้องทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ต้องทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมดีขึ้น แข่งขันได้ ขยายตัวได้ โดยที่ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงมีเสถียรภาพและมีผลกำไรที่เหมาะสม
นโยบายการเงินต้องสอดประสานกับนโยบายการคลัง การบริหารหนี้สาธารณะและนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง สนับสนุนการแก้ปัญหาหนี้และส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคเอกชนและภาคประชาชน นโยบายการเงินผ่านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) โดยกรอบเป้าหมายควรมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจโลกอย่างเท่าทันโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์มากเกินไปจนขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ดำเนินนโยบายการเงินให้เกิดความสมดุลมากขึ้นระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ใช้นโยบายดอกเบี้ยควบคู่มาตรการเงินอื่นๆในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น ลดภาระหนี้ให้ประชาชนและภาคเอกชนโดยมีเป้าหมายให้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลงมาอยู่ที่ระดับ 70% ในปี พ.ศ. 2572 และทำให้โครงสร้างทางการเงินของภาคธุรกิจไทยเข้มแข็งขึ้น
บริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพและส่งเสริมภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการสื่อสารนโยบายการเงินเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อเป้าหมายระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาวของนโยบายการเงินโดยไม่ให้เกิดภาพความขัดแย้งกับหน่วยงานทางเศรษฐกิจอื่นๆ และ ไม่ให้ลดทอนความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย
เปลี่ยนแปลงการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศด้วยการกระจายความเสี่ยงของการถือครองหรือการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆเพิ่มมากขึ้นจากความผันผวนของดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีความเสี่ยงทางด้านมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมให้ “เงินบาท” เป็นทางเลือกในการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของดอลลาร์สหรัฐและเพิ่มบทบาท “เงินบาท” ในตลาดการเงินภูมิภาค
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า นโยบายการเงิน นโบบายอัตราแลกเปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงินและระบบการชำระเงินต้องมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพลวัตทางเศรษฐกิจการเงินโลก สามารถรับมือความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกภายใต้สงครามการค้า การบริหารนโยบายการเงินและมาตรการเงินนอกจากต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินแล้ว ต้องสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนด้วย มาตรการทางการเงินต้องสนับสนุนการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม
บทบาทของธนาคารกลางต้องถูกปรับเปลี่ยนให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น การมีนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่สอดประสานกันจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยสูงขึ้นโดยที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย ไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายเช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลงติดลบ -0.57% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีที่แล้ว เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกอยู่ เงินเฟ้อไทยต่ำที่สุดในอาเซียนโดยอยู่ในอันดับต่ำสุดอันดับ 7 ของโลก โดยคาดการณ์ว่าทั้งปี อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยน่าจะอยู่ต่ำกว่า 1% ภาวะดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้ภาวะเงินฝืดมากขึ้นตามลำดับ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพื่อลดความเสี่ยงภาวะเงินฝืดในอนาคต
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า นโยบายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกเป็นเรื่องท้าทายและมีความสำคัญ ถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมบริการการเงิน การลงทุนที่มีมูลค่าสูง ถือเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่จะทำให้ศักยภาพในการเติบโตของไทยสูงขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาบทเรียนความสำเร็จและล้มเหลวของนโยบายที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคด้วยการเปิดเสรีทางการเงินช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พ.ศ. 2540 ให้ดีด้วยว่า ทำไม มาตรการ BIBF จึงสะดุดและยังเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินตัวและธุรกรรมเก็งกำไรเกินขนาดในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์
“หากเราต้องการให้ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอาจต้องมียุทธศาสตร์และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการแต่จะเป็นประโยชน์แน่นอน การตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก เราต้องทำให้อันดับ Global Financial Centers Index ของกรุงเทพฯมาอยู่ที่ 20 อันดับแรกเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ การดำเนินการไปสู่เป้าหมายมีความท้าทายจากการที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเติบโตต่ำมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ อยู่ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า มีข้อจำกัดฐานะทางการคลังมากขึ้น”
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า เวลาเราพูดถึง ศูนย์กลางทางการเงิน เรามักหมายถึง เมืองหรือประเทศที่สามารถดึงดูดให้สถาบันการเงิน สถาบันการลงทุนจำนวนมาก ทั้งสถาบันระดับภูมิภาคและระดับโลก เข้ามาลงทุนและใช้เป็นศูนย์กลางในการทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ และ หากต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลกระดับต้นๆควรต้องมีสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไม่น้อยกว่า 200% ของจีดีพี ความท้าทายของไทยในการนำพา “กรุงเทพ” สู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก มีดังต่อไปนี้
ประการแรก สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการประกอบธุรกิจการเงินและการลงทุนหรือไม่ สะท้อนมาที่ดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนมักให้ความสำคัญอัตราภาษีที่ต่ำ ไม่ซ้ำซ้อนและต้นทุนต่ำ ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร แต่มีความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไม่ดีนัก มีรัฐประหารและการเปลี่ยนแปลงการเมืองไม่เป็นไปตามวาระและวิถีทางประชาธิปไตยบ่อยครั้ง
ประการที่สอง ระดับการเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุนอยู่ที่ระดับไหน (Level of Financial and Investment Liberalization) กรุงเทพฯมีระดับการเปิดเสรีภาคการเงินไม่สูงเท่ากับสิงคโปร์ ฮ่องกง นิวยอร์ก ลอนดอน ซานฟานซิสโก ชิคาโก บอสตัน ลอสแองเจลีส เวียนนา มิลาน ปารีส หรือ หมู่เกาะอย่างเคย์แมน บริติชเวอร์จิน แต่ไทยมีระดับการเปิดเสรีในระดับที่พัฒนาต่อยอดได้
ประการที่สาม ความพร้อมของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงิน ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับปานกลาง ยังต้องพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการลงทุนเพิ่มเติมอีกมาก
ประการที่สี่ ความเชื่อมั่นและการยอมรับในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เกี่ยวข้องกับวางระบบกฎหมาย การที่กระทรวงการคลังจะมีแผนในการจัดทำกฎหมายทางการเงินใหม่ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญในอนาคต การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคม ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศถือว่ามีความสำคัญมากในระบบการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัล
ประการที่ห้า ระบบความมั่นคงปลอดภัยในการให้บริการและระบบความมั่นคงปลอดภับทางไซเบอร์และธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ
ประการที่หก การกำกับดูแล ความมีธรรมาภิบาลที่เป็นมาตรฐานสากล ความคงเส้นคงวาและคาดการณ์ได้ของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับระบบสถาบันการเงิน นโยบายการเงินและนโยบายการลงทุน
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวถึง นโยบายการกำกับดูแลสถาบันและระบบการชำระเงินว่า ต้องสอดคล้องกับการเงินดิจิทัลกระจายศูนย์ ประสานยุทธศาสตร์และแผนงานภาคการเงินเข้ากับภาคตลาดทุนที่มีแผนพัฒนาตลาดทุน การกำกับดูแลให้ระบบการเงินมีความมั่นคง (Prudential Supervision) การสร้างตาข่ายรองรับกรณีสถาบันการเงินล้ม
“ตอนนี้เราก็มีการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากและดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ต้องส่งเสริมให้มีการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางการเงิน (Financial Safety Net) ทำให้แก้ปัญหาผลกระทบทางลบลูกโซ่ (Contagion Effect) หากเกิดปัญหาวิกฤติการเงินในอนาคต หรือ ป้องกันผลกระทบอันไม่พึงประสงค์หรือผลกระทบในทางลบ (Negative Externality) ต่างๆได้ระดับหนึ่ง”
การพัฒนาการกำหนดเกณฑ์ ข้อบังคับเรื่องการถือสินทรัพย์และทุน (Restrictions on asset holdings and Bank Capital Requirements) ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการเงินดิจิทัล ธปท ต้องส่งเสริมและกำกับให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ Basel III เพื่อป้องกันวิกฤตการณ์ในอนาคต พัฒนาหลักเกณฑ์และการกำกับให้มีการลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงขาดจริยธรรม (Moral Hazard) ของสถาบันการเงิน
ขณะเดียวกันก็เป็นข้อบังคับที่ทำให้ธุรกิจธนาคารและอุตสาหกรรมการเงินของเราสามารถแข่งขันได้ภายใต้โลกาภิวัตน์ทางการเงิน มีมาตรการสนับสนุนให้สถาบันการเงินลงทุนทางด้าน Cyber Security และ Big Data Analytics
การกำกับดูแลธนาคารโดยการออกใบอนุญาตและการตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีคุณภาพ ระบบตรวจสอบให้สถาบันการเงินมีความมั่นคง หากไม่มั่นคงฝ่ายกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยก็สามารถสั่งให้หยุดดำเนินการได้เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม พัฒนาระบบประกันเงินฝาก ระบบบริหาร Systemic Risk, กลไก the lender of last resort, Solvency regulations ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ต้องปฏิรูปนโยบายการกำกับดูแลสถาบันการเงินโดยให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ การลงทุนทางด้านวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น การปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดความเท่าเทียมจึงต้องเกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารจัดการระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงิน เพิ่มการแข่งขันกันอย่างเสรีในภาคบริการการเงิน ทำให้การเข้าถึงบริการการเงินทั่วถึงเท่าเทียมกันมากขึ้น
สนับสนุนการเงินดิจิทัลเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและเท่าทันบริบทโลกใหม่ รวมทั้งการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านสถาบันการเงิน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดภาระแก่ผู้ให้บริการทางการเงิน ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น สนับสนุนการเปิดเสรีภาคการเงินเพิ่มเติมและเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ Virtual Banks ในระบบสถาบันการเงิน ส่งเสริมให้ FINTECHs ให้บริการทางการเงินได้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้ง P2P Lending Platform
นโยบายเกี่ยวกับระบบการชำระเงิน การพัฒนาระบบการชำระเงินนั้นต้องสอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบการชำระเงินมีความมั่นคงปลอดภัย ทำธุรกรรมสะดวกไม่มีอุปสรรคทางด้านเวลาและสถานที่ รวดเร็ว ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำลงเรื่อยๆ
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการชำระเงินสำหรับภาคธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริม Digital Payment อย่างครบวงจร พัฒนาระบบ PromptBIZ ซึ่งเป็นระบบชำระเงินกลางสำหรับภาคธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถทำธุรกรรมการค้า การลงทุน การชำระเงินของธุรกิจที่สามารถข้ามธนาคาร ข้ามพรมแดนในรูปธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย สะดวกและรวดเร็ว โดยระบบนี้สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การบริการสินเชื่อและบริการอื่นๆทางการเงินได้อีก
พัฒนาระบบการชำระเงินและโอนเงินระหว่างประเทศที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และ การส่งเสริมการใช้ “เงินบาท” และ มีเป้าหมายให้ “เงินบาท” เป็น เงินสกุลสำคัญในภูมิภาค พัฒนาการเชื่อมโยงการโอนเงินและการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยผลักดันให้ ASEAN Payment Connectivity และ ประเทศอื่นที่มีธุรกรรมต่อกันจำนวนมากให้เกิดผลเป็นจริงโดยเร็ว
สำหรับการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะทำให้ ประชาชนและธุรกิจรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบสถาบันการเงินได้โดยตรง สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้นหลังจากมีการค้ำประกันโดยสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ และคาดว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน กฎหมายธุรกิจการเงินใหม่ สิทธิประโยชน์ใหม่ ระบบนิเวศทางการเงินใหม่ ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องแข่งขันและดึงดูดสถาบันการเงินและนักลงทุนจากทั่วโลกได้จริงจึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก ศูนย์กลางทางการเงินของโลกในอันดับต้นๆมีความพร้อมและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานะความเป็นศูนย์กลางให้คงอยู่ต่อไป
นอกจากนี้ ต้องให้ความสนใจว่า ผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของไทยได้กระจายมายังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ อย่างไร
การมีโครงสร้างธรรมาภิบาลของระบบการชำระเงิน การให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการมีธรรมาภิบาลข้อมูล การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลสำหรับรายย่อยที่ออกโดยธนาคารกลาง (Retail CBDC) การชำระเงินดิจิทัลเป็นทางเลือกหลักที่เข้าถึงผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมศักยภาพและการแข่งขันของไทยในทุกระดับ และ มุ่งสู่สังคมไร้เงินสดหรือใช้เงินสดน้อยลง
การพัฒนาระบบการให้ความรู้ทางการเงินเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และกลโกงรูปแบบต่างๆ สร้างองค์ความรู้ทางด้าน “การเงินดิจิทัล” และ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ให้กับประชาชน พัฒนาระบบการกำกับดูแล ตรวจสอบ บริหารความเสี่ยงระบบการชำระเงินที่มีความยืดหยุ่น รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพลวัตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผลและเท่าทันต่อความเสี่ยงใหม่ๆ
มีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาระบบกฏหมาย ระบบการบังคับใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ให้มีความทันสมัย ครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มมาตรการเชิงป้องกัน เสริมเครื่องมือทางกฎหมายที่ยังขาด มี One-Stop Service เพื่อแก้ปัญหาและสร้าง Information Sharing Platforms เพื่อประโยชน์ในการสืบสวน การดำเนินคดีและป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน
รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า ธปท ต้องดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย (Integrated Policy Framework: IPF) อย่างสมดุล ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีแบ่งแยกขั้ว (Geoeconomic Fragmentation) กรอบนโยบายการเงินอย่างสมดุลนี้ ต้องครอบคลุมมิติเสถียรภาพด้านราคา มิติการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมิติเสถียรภาพระบบการเงิน ต้องมีการผสมผสานนโยบายเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางที่ฟื้นตัวช้า ต้องยกระดับศักยภาพขององค์กรและบุคลากรของ ธปท ปรับพันธกิจ โครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับระบบการเงินแบบดิจิทัล ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้บทบาทหน้าที่ของ ธปท เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จำเป็นต้องทบทวนระบบธนาคารกลางทั้งระบบและปรับโครงสร้างองค์กร
“การพัฒนาให้ “ธปท” ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 10-15 ปีข้างหน้าโดยมี “ประชาชน” เป็นศูนย์กลางเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศและประชาชน”